Print

ผ้าทอกะเหรี่ยงจังหวัดราชบุรีและจังหวัดเพชรบุรี

เรื่อง              : ผ้าทอกะเหรี่ยงจังหวัดราชบุรีและจังหวัดเพชรบุรี

Title             :  Karen woven fabrics in Ratchaburi and Phetchaburi province

ผู้วิจัย            : ผศ.ปรียาพร ทองผุด                       

ปีงบประมาณ   : 2555 

บทคัดย่อ

           รายงานเรื่อง การรวบรวมและการจัดเก็บข้อมูลผ้าทอกะเหรี่ยงในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเรื่องผ้าทอกะเหรี่ยงในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดเพชรบุรี 2) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ้าทอกะเหรี่ยง เห็นคุณค่าความส าคัญของผ้าทอกะเหรี่ยงและเกิดจิตสำนึกร่วมกันที่จะ “อนุรักษ์และสืบสาน” การทอผ้ากะเหรี่ยงให้คงอยู่กับชุมชน 3) หาแนวทางการส่งเสริมและการรักษามรดกทางวัฒนธรรมผ้าทอกะเหรี่ยง ใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเจ้าของวัฒนธรรม เก็บข้อมูลโดยการสังเกตสัมภาษณ์ ปฏิบัติการทอผ้า ปักผ้า จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอบรรยายเชิงพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า ผ้าทอกะเหรี่ยงเป็นผ้าทอที่สืบทอดกันมาในอดีตใช้ในวิถีชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปได้ถูกนำมาใช้ในงานทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย ชุดผู้ชาย เสื้อผู้หญิง ย่าม ลวดลายผ้าทอกะเหรี่ยงมี 4 ประเภท ได้แก่ 1) ลายจกหรือลายอ่องกึ๊ย 2) ลายยกดอกหรือลายอ่องทา 3) ลายมัดหมี่หรือลายหนึ่ยไก๊ย 4) ลายปักหรือลายเฉะ การผลิตผ้าทอกะเหรี่ยงประกอบด้วย การย้อมสี การเตรียมเครื่องทอผ้า ตั้งเครื่องทอแล้วเดินเส้นด้าย วิธีการทอและเทคนิคการสร้างลวดลายมี 4 วิธี คือ1) ทอธรรมดา 2) ทอลายมัดหมี่ 3) ทอลายยกดอก และ 4) ทอลายจกมีความเชื่อเกี่ยวกับลวดลายเสือการย้อมสีเส้นด้าย การทอผ้า ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปแต่แนวคิดความเชื่อยังคงอยู่ในชุมชน

คุณค่าผ้าทอกะเหรี่ยงทางวัฒนธรรม เป็นภูมิปัญญาเชิงช่างที่สืบทอดกันมาถ่ายทอดสู่ลูกหลาน คุณค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงานและอาชีพให้กับคนในท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณค่าทางศิลปะมีคุณค่าทางความงามลวดลาย สีสันโครงสร้างลวดลาย วิธีการทอ ฝีมือเชิงช่างที่มีความประณีต คุณค่าทางการศึกษาเป็นหลักสูตรท้องถิ่น จัดให้มีการเรียนการสอนเผยแพร่ความรู้ในสถานศึกษา เปิดโอกาสให้ประชาชนมาเรียนรู้ทำให้ผ้าทอกะเหรี่ยงได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น คุณค่าในกิจกรรมประเพณีใช้สวมใส่ในงานประเพณีพิธีกรรมของชาวกะเหรี่ยง เช่น งานประเพณีกินข้าวห่อ งานวันประเพณีเวียนศาลา เป็นต้น และคุณค่าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้านวัฒนธรรมที่นำภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยงมาเป็นต้นทุนสู่การพัฒนาการท่องเที่ยว

แนวทางการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าทอกะเหรี่ยง ได้แก่ 1) การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง มีการจัดตั้งศูนย์ทอผ้ากะเหรี่ยง สาธิตการทอผ้าในงานพิเศษสำคัญของทางราชการ จัดทำสื่อส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลผ้าทอกะเหรี่ยงไปตามหน่วยงานวัฒนธรรม ตลอดจนประชาสัมพันธ์ของเว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ตให้แก่ผู้สนใจทั่วไป มีการพัฒนาในเชิงอาชีพและเศรษฐกิจ 2) การสืบสานและถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง มีการสอนลูกหลานโดยตรง จัดการเรียนรู้การทอผ้าเป็นหลักสูตรท้องถิ่น โดยจัดการเรียนการสอนร่วมกับศูนย์ทอผ้ากะเหรี่ยงที่มีอยู่ในชุมชน แล้วเชิญผู้ทรงภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยงที่อยู่ในชุมชนไปถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้ากะเหรี่ยง 3) การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและนำภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยงมาจัดหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีชีวิตชุมชน   

ปัจจัยที่มีผลต่อการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง มีการถ่ายทอดความรู้ที่ยังคงอยู่ในบางครอบครัวหรือเครือญาติ มีการถ่ายทอดความรู้ที่จัดโดยหน่วยงานภาครัฐ จัดการเรียนสอนการทอผ้ากะเหรี่ยงในสถานศึกษา จัดตั้งศูนย์ทอผ้ากะเหรี่ยงภายในชุมชน นำผ้าทอกะเหรี่ยงไปใช้ในงานวัฒนธรรมชุมชน ส่งเสริมเป็นอาชีพเสริม ปัจจัยที่มีผลต่อการสูญหายหรือการเปลี่ยนแปลงมรดกภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง คือ การลดขั้นตอนการผลิต ขาดแคลนช่างทอผ้า ขาดผู้สืบทอด สภาพวิถีชีวิตสังคมเปลี่ยนไป ความนิยมใช้ในชีวิตประจำวันลดลงไป ตลอดจนนโยบายภาครัฐที่เข้ามาส่งเสริมใช้กี่กระตุกแทนการใช้กี่เอว ความต้องการของตลาดที่ผู้บริโภคมีความต้องการปรับเปลี่ยนเรื่องวัสดุ สีสันให้มีจุดเด่น สีสันสะดุดตาที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิม  

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการวิจัย ได้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน สืบค้นหาองค์ความรู้ผ้าทอกะเหรี่ยงร่วมกัน รู้จักการทำงานแบบมีส่วนร่วมสามารถใช้กระบวนการไปใช้ในการบริหารจัดการวัฒนธรรมร่วมกัน ได้แนวทางในการร่วมกันอนุรักษ์สืบสานผ้าทอกะเหรี่ยงให้เป็นมรดกของท้องถิ่นสืบไป อีกทั้งได้กระตุ้นจิตสำนึกให้ภาคภูมิใจในวัฒนธรรม เกิดความรักและ หวงแหนมรดกภูมิปัญญาร่วมกัน  


ABSTARCT

This research project was collecting and storing of Karen woven fabrics in Ratchaburi and Phetchaburi province. The objectives of this research were 1) collecting and storing information about Karen woven fabrics in Ratchaburi and Phetchaburi province 2) creating a community participation processes for collecting Karen woven fabrics appreciating, the importance of Karen woven fabrics and sharing consciousness to “conserve and preserve” Karen weaving to remain in the community. 3) finding the ways to promote and preserve cultural heritage of Karen fabrics using participatory research method with the cultural owners’community. Collecting data by observation, interviewing and focus group. Analzing data by content analysis. Descriptive was used to present the results of the research.

            

         The research found that Karen woven fabrics that was used in the way of life in the former time later was used in the cultural activities concists of men’s dressing, women dressing , women bags. There are 4 design of Karen woven fabrics namely 1) Lai Jok or Orngkui 2) Lai Dork or Ongta 3) Lai Mudmee or Nuikai 4) Lai Puk or Chei. The Karen woven fabrics producing processes concisted of thread coloring, preparing of weaving machines, set the weaving machine and run the thread. There are 4 techniques for weaving and creating pattern. those were 1) ordinal weaving 2) Mudmee weaving 3) Yokdork weaving and 4) Lai Jok weaving. There were many believes about stripes of the tigers making colour for thread weaving. Although the time has passed by, there were still believes in the communities. Cultural value of Karen woven fabric is the technician wisdom that were inherited to convey to the next generation, Economic value that it can, creat job and career to the people in the local communities to earn more income. Artistic value were of aesthetic valve obout colour, structure, pattern technic of weaving, neat artistic skill, Educational values were local curriculums those can be the course for giving knowledge in the schools and the people have oppotunities to learn about weaving Karen fobric that made it was more welknown. Another value the people can wear Karen fabric to the rite of Karen such as rice-wrapped festival, culture of walking around the temple, And the value of prompting tourisun in the dimention of taking Karen weaving fabric wisdom to be the cost to develop tourism.

 

          The way to prompte and preserve cultural wisdom heritage of Karen weaving fabric were 1) establishing Karen weaving fabric center, showing Karen weaving in special, officail festival, constructing medias to promote and broad case about Karen weaving fabric to the cultural offices including announcement through website in the internet to all of the people and develope to be career and economic 2) inherite the wisdom of Karen weaving fabric, teaching grandchildren in the family directly, learning management about weaving fabric in the school is a local course through learning management with Karen weaving fabric center in the communities and invited person with wisdom in Karen weaving fabric in the communities to give Knowledge to the students in schools. Training about Karen weaving fabric by the government and private agencies and establishing Karen weaving fabric center. 3) the development of the Karen woven fabric heritage as a new product in line with the need of the market and bring Karen woven cloth wisdom to make the village of preserving local ways of life tourism

Factors affecting the persistence of the Karen woven fabric heritage were the transfer of knowledge that remains in some families or relatives. Knowledge transfer is organized by government agencies, arranging classes to teach Karen weaving in school, establishing Karen Weaving Center within the community, bringing Karen woven fabrics to use in community, Promoting as a past-time job. Factors offecting the loss or change of the Karen woven fabric heritage was reducing the production process, lacking of weavers, lacking of successors, social life changes, decreasing of using value in daily life, including the government policies to promote using running of loom instead of the waist loom, the change of the marketing demand about the material of the clothes, the focusing of that colours, that different from the traditional styles.

 

Changes arising from research has created a community engagement process, searching for knowledge of Karen woven fabrics together, Knowing how to work in a cooperative manner, can use the research processes to manage the culture in the communities together, getting the conservating of the Karen woven fabric to be a local heritage. As well as encouraging a sense of pride in the culture, love and cherish wisdom heritage together.


icon pdf thdownload