Print

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ “ความรักความสัมพันธ์” : อิ้นกอนฟ้อนแคน

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ “ความรักความสัมพันธ์” : อิ้นกอนฟ้อนแคน

        “อิ้นกอน” หรือ เล่นคอน “ฟ้อนแกน” หรือ ฟ้อนแคน เป็นภาษาพูดการละเล่นของหนุ่มสาวไทยทรงดำมีความหมายว่า การเล่นลูกช่วง และการฟ้อนรำประกอบดนตรี คือ แคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของไทยทรงดำ ที่เล่นกันมาตั้งแต่ครั้งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองแถง (เดียนเบียนฟูของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) ลักษณะเป็นการละเล่นช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยทรงดำ หรือช่วงเทศกาลสงกรานต์ของคนไทย จะเริ่มเล่นกันในช่วงเดือนห้าของทุกปี เป็นกิจกรรมของหนุ่มสาวที่จะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอย่างเปิดเผย โดยความยินยอมของครอบครัวและสังคม เป็นภูมิปัญญาที่ให้หนุ่มสาวได้เรียนรู้การเตรียมตัวสู่การมีครอบครัว ทั้งหนุ่มและสาวได้ศึกษาอัธยาศัยซึ่งกันและกัน ในช่วงที่มีการลงข่วงก็จะเข้ามาเกี้ยวพาราสี นอกจากนี้ยังเป็นการสานความรักและความสามัคคีให้เกิดในชุมชน เพราะการ “อิ้นกอน ฟ้อนแคน” มีการกำหนดข้อตกลงเป็นกฎกติกาที่รับรู้กันในหมู่ไทยทรงดำ

married (5)

married (4)

 

“อิ้น” หมายถึง “เล่น” และ “กอน” หมายถึง “มะกอน” (ลูกช่วง) ดังนั้น “อิ้นกอน” จึงเป็นการเล่นโยนลูกช่วง (“ตอดมะกอน”) ที่แบ่งการเล่นเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ส่วนการฟ้อนแคน
เป็นการฟ้อนรำเพื่อความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด เปิดโอกาสให้หนุ่มกับสาวได้อยู่ใกล้ชิดกัน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีข้อตกลงในการฟ้อนแคน หนุ่มจะไม่ถูกต้องตัวสาว สามารถฟ้อนเกี้ยวพาราสีได้
ถูกใจก็สามารถไปนั่งพูดคุยกันได้ เพลงแคนที่ใช้ในการฟ้อนแคน ได้แก่ แคนญ่าง แคนแกร แคนแล่นและแคนระบำ ท่วงท่าฟ้อนก็จะเป็นท่วงท่าเฉพาะของแต่เพลง

 

          ปัจจุบันการออกเสียงของไทยทรงดำ สามารถออกเสียงเป็น “การเล่นคอนฟ้อนแคน” เทศกาลเล่นคอน จะเป็นช่วงปิดข่วง การลงข่วง คือ ช่วงหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งแล้ว ในหน้าแล้งชาวไทยทรงดำว่างจากงานทำนา ก็จะตำข้าว ปั้นฝ้าย ทอผ้า ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน ซึ่งไทยทรงดำ เรียกว่า ลงข่วง โดยจะทำกันในช่วงเดือนห้าถึงเดือนหก เมื่อจะเข้าสู่ฤดูฝน จะมีการปิดข่วง หนุ่มสาวได้ออกมา “อิ้นกอนฟ้อนแคนชายหนุ่ม ๕ - ๑๐ คน ชักชวนกันไปเล่นคอนตามหมู่บ้านอื่น จะต้องประกอบด้วยหมอแคน (คนเป่าแคน) หมอขับ (คนร้องเพลงแบบลำนำ) และหมอลำ (ผู้ที่ร้องเพลงที่เรียกว่าแอ่ว) อย่างน้อย ๑ - ๒ คน เดินทางไปลานข่วง เจรจาตกลงเล่นคอน ฝ่ายชายปรบมือเป่าแคน ฝ่ายหญิงไปแต่งตัวแล้วออกมารำ (ฟ้อน) เป็นแถว ๆ มีการร้องเพลง(แอ่ว) ประมาณ ๓ ชั่วโมง หยุดกินอาหารกลางวัน พอบ่ายมาโยนลูกช่วงและเซิ้งกันไป การเล่นคอนฟ้อนแคน บางครั้งเล่นกันจนเที่ยงคืน แล้วจึงแยกย้าย หรือจะเป็นการเลือกคู่คุย (เป็นกิจกรรมให้หนุ่มสาวต่างถิ่นได้รู้จักกัน)ซึ่งการอิ้นกอนและฟ้อนแคนของชาวไทยทรงดำ จังหวัดนครปฐม ยังคงมีการละเล่นในงานประเพณีเดือน ๔ - ๕ ของหมู่ชาวทรงดำทุกปี

 

          การแต่งกายและการไว้ทรงผมของชาวไทยทรงดำส่วนใหญ่ยังคงยึดแบบอย่างการแต่งกายของบรรพบุรุษไว้ สีหลักคือสีดำ เช่น การแต่งกายในชีวิตประจำวัน ยังคงใช้ผ้าลายแตงโม สวมเสื้อฮ่อยหรือเสื้อห้อย และนุ่งผ้าเปียวหรือผ้าฮ้างนม การแต่งกายในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน งานศพ ยังคงรักษาประเพณีด้วยการสวมเสื้อฮี และสวมส้วงก้อมหรือส้วงเต้น ทรงผม ยังคงรักษาประเพณีการเกล้าแบบปั้นเกล้าตามวัยต่าง ๆ ทั้งสับปลิ้น จุกผม ผมขอดกระตอก ผมขอดซอย ผมปั้นเกล้าซอย และปั้นเกล้าต๊ก ท่าฟ้อนยังคงยึดแบบอย่างการฟ้อนของเดิมไว้ ทั้งการก้าวเท้า การใช้แขนและมือ จังหวะในการฟ้อนใช้การก้าวเท้าสี่จังหวะ ทั้งโดยการก้าว การย่ำ และการแตะเท้าแทนการเดิน การใช้ลำตัวขณะรำ ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้รำ ปัจจุบันมีการนำการฟ้อนแคนมาเป็นการแสดงบนเวที จึงมีการประยุกต์ท่าทางมากขึ้น เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน และเพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีของกลุ่มชาวไทยทรงดำ ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน ใช้แคนเป็นหลักในการบรรเลง

 

                อุปกรณ์ในการอิ้นกอน ประกอบด้วย

 

          - มะกอน หรือ ลูกช่วง

 

          - แกน หรือ แคน ซึ่งจะมีแคน ๒ ชนิด คือ แคน ๗ กับ แคน ๘

 

          - ข่วง คือ ลานบ้านของสาวหัวหน้าหนุ่มสาวในหมู่บ้านนั้น ในหนึ่งหมู่บ้านอาจจะมีได้หลายข่วง ข่วงหนึ่งสาวก็ไม่ควรเกิน ๒๐ คน

 

- ผู้อิ้นกอน (ฝูงกอน) คือ ชายหนุ่มที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป จนไม่จำกัดอายุ ทั้งหนุ่มโสด และไม่โสด ประมาณ ๑๕ - ๒๐ คน

 

- แคร่ และกองฟืน แคร่เอาไว้สำหรับนั่งรับแขก ฟืนใช้สำหรับก่อไฟให้เห็นแสงสว่าง

 

          การอิ้นกอน มักจะโยนลูกช่วงตอนหัวค่ำ ก่อนตะวันตกดิน เพราะหนุ่มมารอตั้งแต่ตอนสาย ๆ หรือตอนกลางวัน กิจกรรมต่าง ๆ ในการเล่นลูกช่วงมีดังนี้

 

          ๑) การเจรจาขอเล่นลูกช่วงและการรับเล่นลูกช่วง ฝ่ายชายจะปรบมือหรือเป่าแคนเดินมาตามตรอก หากมาพบข่วงที่มีลูกช่วงห้อยไว้หน้าข่วง แสดงให้รู้ว่าสาวรับเล่นลูกช่วงกับหนุ่มบ้านอื่นแล้ว ฝูงกอนนั้นก็จะเข้าไปทักทายหรือขอจองไว้เล่นวันอื่นก็ได้ หากเป็นข่วงที่ว่าง ฝูงกอนจะใช้เสื้อฮีพันแคนเข้าไปในบริเวณบ้านที่ตั้งเป็นข่วงซึ่งจะมีหัวหน้าข่วงต้อนรับ มักเป็นสาวสูงอายุหรือมีลักษณะเป็นผู้นำกล้าตัดสินใจ เป็นที่ยอมรับของสาวกลุ่มนั้น ข่วงควรอยู่ย่านศูนย์กลางของสาวทั้งหมด ข่วงมีลักษณะคล้ายลานสาวกอดของชาวแม้ว ข่วงเป็นสัญลักษณ์แห่งการพบปะ สถานที่ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับความรักความบันเทิงความสนุกสนานความคุ้นเคยสนิทสนมกันโดยอิสระ โดยประกอบด้วยบุคคลหลายประเภท คือทั้งหนุ่มสาว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่และเด็ก สำหรับข่วงที่ใช้ในการเล่นลูกช่วง (แต่ข่วงที่ให้โอกาสหนุ่มสาวพูดคุยกันได้ตลอดปีจะไม่มีเด็กและผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง) อำนาจในการตัดสินใจว่าจะเล่นลูกช่วงหรือไม่อยู่ที่หัวหน้าข่วง จะปรึกษาหรือไม่ปรึกษาสาวในข่วงก็ได้แล้วแต่เหตุการณ์เฉพาะหน้า การที่หนุ่มใช้เสื้อฮีพันแคนเข้ามาเจรจา ก็ถือเป็นการเคารพให้เกียรติประเพณี มิใช่เป็นการเล่นเพื่อเล่น แต่เป็นการเล่นเพื่อประเพณี การเดินเข้ามาขอเล่นลูกช่วงในฝูงกอนมักมีหมอขับก็ขับสายแปง เป็นการฝากเนื้อฝากตัว มาด้วยความปรารถนาดี อยากทำความรู้จักเพราะท่านทั้งหลายเป็นคนดีทำนองนั้น เมื่อเดินเข้ามาถึงบริเวณข่วงก็จะมีแคร่ให้นั่ง สาวก็ออกมาต้อนรับทักทายกันว่าเป็นหนุ่มบ้านไหน มากันอย่างไร หนุ่มก็จะตอบที่มาที่ไปแล้วก็จะกล่าวว่า มื่อนี่พวกอีพูไต๋บ้านตาจ้าง จีมาสออิ่นกอนนำปีน้องบ้านตาลเญียน อีซูจะมักแปงแองหลูอิ่นกอนนำแอ่ยะ แปลว่า วันนี้พวกเราคนบ้านห้วยท่าช้างจะมาขอเล่นลูกช่วงกับพี่น้องบ้านตาลเญียน (หนองจิก) พวกคุณจะเมตตาเล่นด้วยไหมล่ะ หากสาวตกลงเล่นด้วยก็จะกล่าวว่า อิ้นก็อิ้นกอนนำเจนละเล้ยปีน้องเอ้ย แปลว่า เล่นก็เล่นลูกช่วงด้วยกันนะพี่น้องนะ หรือหากรับไม่ได้ก็จะว่า อิ่นนำมะลั่ยเลาะฮับอิ้นนำฝูง กอนไต๋บ้านตาลเอาไว้ก่อนแล้ว วันอื่นค่อยมาใหม่นะ หากฝูงกอนที่รับเล่นด้วยแล้ว ฝูงกอนจะตบมือร้องเพลงส่งสัญญาณบอกสาวบ้านใกล้ให้รับรู้

 

          ๒) การโยนลูกช่วง หรือ ต๊อดกอน หากจะใช้คำว่า ทอดกอน เป็นศัพท์ทับศัพท์ โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ผู้ทำหน้าที่โยนลูกช่วงควรจะเป็นสาวน้อยอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ซึ่งสาวที่โยนลูกช่วง ควรมีสาวที่มีทรงผม สับปลิ้น จุกต๊บ ขอดกระต๊อกและขอดซอย ถึงจะมีผมทรงปั้นเกล้า คืออายุ ๒๐ ปี แล้วก็ไม่ผิด ที่ใช้สาวน้อยโยนลูกช่วง เพราะสาวใหญ่มักทำกับข้าวเลี้ยงแขกและเป็นกิจกรรมที่สาวน้อยจะได้คุ้นกับหนุ่มแปลกหน้า โดยมีลูกช่วงเป็นสื่อสัมพันธ์ ลูกช่วงมักยัดด้วยเมล็ดฝ้ายจะเก็บได้ทนและมอดไม่กิน หรือเมล็ดนุ่น ชนิดนี้มอดมักกิน หรือเมล็ดมะขามจะหนักกว่าทุกประเภท เอาไว้โยนแกล้งหนุ่มให้โดนหน้าแง คือ ฟันหน้าหรือหน้าผาก หากไม่มีไมตรีตอบจะโยนเรี่ย ๆ พื้นดิน เพื่อให้รับไม่ได้ ฝ่ายหญิงมักเป็นฝ่ายโยนก่อนหรือจะเป็นฝ่ายชายก็ไม่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ลูกช่วงของชาวไทยทรงดำมีสายยาวประมาณ ๑ ช่วงแขน จับลูกช่วงหมุนไปข้างหลัง ยามจะปล่อยก็ย่อตัวลง ลูกช่วงจะหมุนไปหาฝ่ายตรงข้าม หากยัดด้วยนุ่นจะเบาโยนไม่ไป แต่หากจะยัดด้วยนุ่นต้องหาก้อนหินใส่ลงไปด้วย การโยนลูกช่วงมักใช้เวลาตะเวนรอพู คือ ตะวันยอแสง คือ อาทิตย์อัสดงหรือก่อนพระอาทิตย์ตกจนถึงตกไปแล้ว เวลาโยนลูกช่วงประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษหรือไม่จำกัดเวลา เล่นเบื่อแล้วก็เลิกกัน การโยนแล้วรับไม่ได้ ก็มีกติกาว่าโยน ๓ ครั้งแล้วรับไม่ได้ติดต่อกันทั้งสามครั้ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรับไม่ได้จำนวนครั้งมากกว่ากัน ก็ปรับเป็นแพ้ ผู้แพ้ต้องโดนปรับ โดยแลกเปลี่ยนของที่ระลึก มักเป็นผ้าเช็ดหน้า สไบ ผ้าขาวม้า นาฬิกาข้อมือชาย (หากยึดเอาไว้จะได้มาเจรจาขอคืน เป็นเหตุให้คุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น) ขณะโยนลูกช่วงก็จะมีคำเจรจาหยอกล้อ ทำนองว่าทอดไมตรีอย่ารังเกียจกัน ต่างฝ่ายต่างโยน ต่างพูดคำหยอกล้อและจะเปลี่ยนคู่ในการโยนก็ได้ ขณะหนุ่มน้อยสาวน้อยออกไปโยนลูกช่วง หมอขับซึ่งในฝูงกอนมักเป็นคนที่มีภรรยาแล้ว มีอายุแล้วมาสอนคนรุ่นหลังให้รู้จักประเพณีจะนั่งขับอยู่ที่แคร่หรือใต้ถุนบ้าน เป็นการบอกกล่าวให้แถนรับทราบว่าจะมีการเล่นที่สนุกสนานเพื่อความดีงามด้วยมิตรไมตรี อย่าถือโทษโกรธขึ้ง อย่ามีการผิดพลาดสิ่งใดเกิดขึ้น

 

          ๓) การรำแคน จะประกอบด้วยเสียงแคนและเสียงปรบมือ การร้องเพลงแก้กันเรียกว่า เซิ้งกอน เซิ้งกอนเป็นการร้องเพื่อประกอบการเล่นลูกช่วง มาจากคำว่า แซว เพราะมีการพูดประชดประชันเสียดสีหยอกล้อ เพื่อให้โกรธ คนใดไม่โกรธถือว่าเป็นยอดหญิงยอดชาย รู้จักข่มอารมณ์ตนได้เป็นยอดคน สาวคนนั้นจะถูกเลือกเป็นสะใภ้บ้านใด สะใภ้บ้านนั้นจะไม่เถียงแม่สามี หนุ่มคนใดถูกเลือกเป็นลูกเขยก็ไม่มีเรื่องกับลุงตา (พี่ชายของภรรยา) ชาวไทยทรงดำมีกุศโลบายให้คนเป็นเขยยอมให้กับพี่ภรรยาและครอบครัวนั้นจะราบรื่น คือ มีความเกรงใจ การไปเที่ยวลงข่วงก็เช่นกัน หากหนุ่มใดมาลวนลามสาว พี่ชายของสาวจะสั่งสอนด้วยการปิดตรอกตีศีรษะ

married (3) married (2)

 

(ที่มาของภาพ : ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน))

สำหรับประเภทของการอิ้นกอน มี ๓ ประเภท ได้แก่

- อิ้นกอนเตียว คือ การที่ฝูงกอนมาขอเล่นลูกช่วงแล้วกลับไปนอนบ้านตนเอง โดยไม่มาร่วมรับประทานอาหารด้วย แต่หากจะมีของหวานเลี้ยงก็เป็นการดี โดยผู้ที่มาเล่นมักรับประทานอาหารเย็นมาแล้ว และมักเป็นหนุ่มบ้านใกล้เรือนเคียง

          - อิ้นกอนสู่แลง คือ การที่ฝูงกอนมาขอเล่นลูกช่วงด้วยและรับประทานอาหารเย็นด้วย เมื่อเล่นเสร็จแล้วก็กลับบ้านตนเอง

          - อิ้นกอนค้าง คือ การที่ฝูงกอนมาขอเล่นลูกช่วง มาขอรับประทานอาหาร จะเป็นมื้อเช้า กลางวันและเย็น และนอนค้างที่บ้านสาวหรือบริเวณข่วง เนื่องจากหนุ่มมาจากที่ไกล ต่างอำเภอ ต้องเดินทางด้วยเท้าและจักรยาน และแต่เดิมไม่มีการเล่นข้ามจังหวัด

ดังนั้น การอิ้นกอนก็จะแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ อิ้นกอนค้างกับอิ้นกอนกลับ แต่ในปัจจุบัน “อิ้นกอน” จะมีการเล่นเฉพาะแบบแรก คือ เล่นเสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับบ้านของตนเอง เนื่องจากการคมนาคมสะดวก และเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนาน รวมถึงเพื่อการอนุรักษ์และสืบทอดการละเล่นเท่านั้น

อิ้นกอนฟ้อนแคน ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒.

          กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม. (๒๕๖๑). แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม.

          (แบบ มภ. ๒). เอกสารอัดสำเนา.