Print

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ “ความรักความสัมพันธ์” : พิธีบายศรีสู่ขวัญ

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ “ความรักความสัมพันธ์” : พิธีบายศรีสู่ขวัญ

married (7) married (6)

พิธีบายศรีสู่ขวัญตามวัฒนธรรมอีสาน หรือภาษาท้องถิ่นดั้งเดิมอีสาน เรียกว่า “บาศรีสูตรขวัญ”เป็นประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคล เกิดความสวัสดีกับผู้รับขวัญหรือเจ้าของขวัญ เดิมทีเข้าใจว่า
จะทำกันในหมู่ชนชั้นเจ้านายผู้ใหญ่เพื่อให้เกิดสิริมงคล เป็นประเพณีของพราหมณ์ เนื่องจากบรรพบุรุษของชาวอีสานได้ผ่านการนับถือทั้งธรรมชาติ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธมา จึงมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีมาปรับใช้และได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสานสืบมาตราบเท่าปัจจุบัน

การบายศรีสู่ขวัญ นอกจากภาคอีสานแล้วยังมีการปฏิบัติในภาคอื่น ๆ ของไทยด้วย นิยมทำกันในแทบทุกโอกาส ทั้งในคราวประสบโชคและประสบเคราะห์ คราวที่ต้องพลัดพรากจากไกล คราวกลับมาสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด คราวที่เจ้านายหรือพระสงฆ์ผู้ใหญ่มาเยือน คราวที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต เช่น การบวช การแต่งงาน การเข้ารับราชการทหาร การได้งานใหม่ การได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ตลอดทั้งคราวเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น

“ขวัญ” เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่เชื่อว่ามีอยู่ประจำตัวของคนและสัตว์มาแต่กำเนิด ถ้าขวัญของผู้ใด อยู่กับเนื้อกับตัว ผู้นั้นจะมีแต่ความสุขกายสบายใจ แต่ถ้าขวัญของผู้ใดหลบลี้หนีหาย ผู้นั้นจะมีลักษณะอาการตรงกันข้าม ขวัญจึงมีหน้าที่รักษาประคับประคองชีวิตและติดตามเจ้าตัวไปทุกหนทุกแห่ง การทำพิธีสู่ขวัญจึงเป็นการเชิญขวัญให้อยู่กับเนื้อกับตัว ซึ่งนอกจากจะทำให้อยู่ดีมีสุขแล้วยังจะส่งเสริมให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีสติไม่ประมาท ชาวอีสานนิยมเรียกสิ่งที่เป็นที่รักและเสริมสิริมงคลแก่ตนว่า “ขวัญ” เช่น ลูกแก้วเมียขวัญ ช้างขวัญ ม้าขวัญ เพื่อนขวัญ ของขวัญ เป็นต้น และเรียกผู้ที่รู้วิธีทำขวัญว่า หมอขวัญหรือหมอพราหมณ์ เรียกวิธีเรียกขวัญให้มาอยู่กับตัวว่า สู่ขวัญ เรียกการสวดหรือสูตรในพิธีกรรมสู่ขวัญของพราหมณ์ว่า สูตรขวัญ เรียกเครื่องใช้ในพิธีสู่ขวัญว่า บายศรี ซึ่งทำด้วยใบตองกล้วยเย็บเป็นกรวยเรียงกันประดับด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกจำปาขาว (ดอกลั่นทม) จัดเป็นระเบียบอยู่บนพานหรือโตก ปกตินิยมจัดด้วยพานทองเหลือง หมอพราหมณ์บางท่านให้แยกพาขวัญสำหรับใส่เครื่องใช้ประจำตัวของผู้เข้าพิธีสู่ขวัญ อันได้แก่ กระจกส่องหน้า หวี เส้นผมตัดจากศีรษะเล็กน้อย เล็บ ผ้าขาวและเครื่องประดับอื่น ๆ ต่างหาก ส่วนพานบายศรีจะใส่ธูปเทียน ขนมไทย ผลไม้ นิยมเป็นกล้วยน้ำว้า และเส้นด้ายไว้สำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) โดยมีการวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามช่องดอกไม้ แต่โดยทั่วไปจะใช้เพียงพานเดียวรวมเรียกว่า พาขวัญ หรือพานบายศรี

เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การสูตรหรือสวดเชิญขวัญจะเริ่มขึ้น ทุกคนจะนั่งพับเพียบล้อมวงหันหน้าเข้าสู่พาขวัญ ผู้ที่เป็นเจ้าของขวัญจะเอามือขวาจับพาขวัญ พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือจะนั่งอยู่ทางด้านเหนือ ผู้รับขวัญมิตรสหายหรือแขกในงานจะนั่งด้านใต้ และร่วมกันยกพาขวัญขึ้นตอนเริ่มพิธี หมอทำขวัญจะตั้งจิตอธิษฐานให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญแล้วสวดเป็นภาษาบาลี ซึ่งมีความหมายว่า ขออันเชิญเทวดาผู้เป็นใหญ่ มีท้าวสักกะ พระอินทร์ พระพรหม และเทพาอารักษ์ทั้งหลายที่อยู่ ณ อาณาบริเวณนี้มาชุมนุมอวยพรให้เจ้าของขวัญมีความสุขสวัสดี คำสวดหรือสูตรขวัญจะเปลี่ยนไปตามวัตถุประสงค์ของการสู่ขวัญแต่ละครั้งว่าสู่ขวัญเนื่องในโอกาสอะไร สู่ขวัญให้ใคร ในขณะเดียวกันผู้รับขวัญและบุคคลอื่น ๆ นั่งสงบเงียบ มีการเปล่งเสียงรับขวัญเป็นช่วง ๆ ตอนที่หมอขวัญสวดว่า “มาเด้อขวัญเอ้ย” เมื่อสวดจบจะมีการเจิมด้วยนํ้าสุรา ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า ฟายเหล้า ที่มือผู้รับขวัญ เมื่อฟายเหล้าเสร็จ หมอพราหมณ์ก็จะผูกข้อมือให้คนรับขวัญเป็นคนแรก ต่อไปจะเป็นพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่และแขกที่มาร่วมงานตามลำดับ ขณะผูกข้อมือ ผู้รับขวัญต้องหงายมือที่ผูกขึ้น มืออีกข้างหนึ่งยกขึ้นท่าพนมมือเสมออก เพื่อเป็นการเคารพขวัญและรับคำอวยพร การผูกข้อมือต้องหยิบไข่ไก่ หรือขนม ข้าวสุกจากพาขวัญมาวางบนมือเจ้าของขวัญด้วย เมื่อผูกข้อมือเสร็จทุกคนแล้ว จึงมีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารกันตามที่จัดไว้จนอิ่มหนำสำราญก็เป็นอันเสร็จพิธี

การสู่ขวัญ เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจ ซึ่งบรรพบุรุษของชาวอีสานได้เห็นความสำคัญของจิตใจมาก การดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างต้องอาศัยพลังทางจิตเพื่อจะได้ช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งมั่นทุ่มเทไปสู่เป้าหมาย สามารถเอาชนะฟันผ่าอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น จึงถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ควรถือปฏิบัติสืบทอดกันต่อไป

พิธีบายศรีสู่ขวัญ ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล.

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.