Print

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ “ความรักความสัมพันธ์” : การแต่งงานแบบไทย

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ “ความรักความสัมพันธ์” : การแต่งงานแบบไทย

ประเพณีแต่งงาน ถือเป็นธรรมเนียมที่ดีงาม เป็นประเพณีที่สำคัญสำหรับวิถีชีวิตไทยที่ถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน เป็นพิธีที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตคู่สำหรับบ่าวสาวในการตัดสินใจครองคู่กันได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการบ่งบอกว่าผู้ที่แต่งงานนั้นมีความเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความรับผิดชอบมากขึ้น การแต่งงานเกิดขึ้นเมื่อชาย-หญิง มีความรักใคร่ต่อกันจนสุกงอม และพร้อมที่จะดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวอย่างสามีภรรยา ประเพณีแต่งงานในประเทศไทยยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่ในทุกภูมิภาค ซึ่งในแต่ละภูมิภาคจะมีขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ขั้นตอนและพิธีการที่แตกต่างกัน

married (1) married (11)

 

(ซ้าย) พิธีแต่งงานภาคกลาง และ (ขวา) พิธีแต่งงานภาคอีสาน

พิธีแต่งงานภาคกลาง

พิธีแต่งงานแบบไทยภาคกลาง ถือเป็นพิธีแต่งงานที่คุ้นเคยกันอยู่เป็นอย่างดี เพราะส่วนใหญ่นิยมแต่งงานตามแบบภาคกลาง ซึ่งขึ้นตอนของพิธีการแต่งงานแบบภาคกลางจะเริ่มต้นจากหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและพร้อมที่จะเข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ จะต้องมีการตกลงกันของทั้งสองฝ่ายเรื่องสินสอด รวมถึงฤกษ์งานแต่งงาน ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่ ซึ่งมีลำดับพิธีการตามแบบฉบับภาคกลาง ดังนี้

๑. พิธีสงฆ์ เป็นพิธีการแรกของการแต่งงาน เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลในงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวซึ่งเมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้วลำดับต่อไป คือ พิธีขันหมาก

๒. พิธีขันหมาก ประกอบไปด้วย พิธีการตั้งขบวนแห่ขันหมาก แห่ขันหมาก รับขันหมาก ในปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งในวันเดียว ดังนั้น จึงมีการรวบรัดเอาขันหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกันโดยที่จะมีทั้งขันหมากเอกและขันหมากโท และเมื่อตั้งขบวนขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่จะมีขบวนกลองยาวนำหน้าเพื่อสร้างความครึกครื้น โดยขั้นตอนนี้ต้องให้เจ้าสาวเตรียมตัวรอขันหมากบนบ้าน ส่วนเจ้าบ่าวก็จะไปบริเวณที่จัดขบวนขันหมาก เตรียมตัวรอฤกษ์เคลื่อนขบวนมาบ้านเจ้าสาว จากนั้นขบวนขันหมากจะเตรียมตัวเข้าไปในบ้าน ซึ่งจะต้องผ่านด่านพิธีกั้นประตูทั้ง ๓ คือ ประตูนาก ประตูเงิน และประตูทอง โดยเจ้าบ่าวจะเตรียมซองเงินไว้ เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนขอผ่านประตู หลังจากนี้ถือเป็นพิธีการช่วงต่อไป

๓. พิธีสู่ขอและพิธีนับสินสอด ขั้นตอนต่อจากพิธีขันหมาก คือ การนำของจากขบวนขันหมากมาจัดวางเรียงกัน จากนั้นเฒ่าแก่ฝ่ายชายจะเริ่มการเจรจาสู่ขอ เมื่อตกลงยินยอมยกลูกสาวให้ ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะนำพานสินสอดออกมาเปิด เพื่อเข้าสู่พิธีนับสินสอด หลังจากนับสินสอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันโปรยถั่ว งา ข้าวเปลือก ข้าวตอก ดอกไม้ ใบเงิน ใบทอง ที่บรรจุมาในพานขันหมากเอกลงบนสินสอดแล้วทำพิธีสวมแหวนหมั้นต่อไป เมื่อเสร็จพิธีสวมแหวนหมั้นแล้วจึงเข้าสู่พิธีหลั่งนํ้าพระพุทธมนต์และประสาทพร

๔. พิธีหลั่งนํ้าพระพุทธมนต์และประสาทพร บ่าวสาวนั่งที่ตั่งเพื่อทำพิธีรดนํ้าสังข์ ซึ่งเจ้าสาวต้องนั่งด้านซ้ายของเจ้าบ่าวเสมอ ประธานในพิธีคล้องพวงมาลัย สวมมงคลแฝดบนศีรษะของบ่าวสาว พร้อมกับเจิมที่หน้าผาก จากนั้นประธานหลั่งนํ้าพระพุทธมนต์และประสาทพรให้บ่าวสาว ตามด้วยพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ผู้ร่วมงานที่เป็นผู้ใหญ่และเชิญแขกอื่น ๆ เข้ารดนํ้าตามลำดับความอาวุโส เมื่อเสร็จพิธีหลั่งนํ้าพระพุทธมนต์และประสาทพรเป็นพิธีรับไหว้

๕. พิธีรับไหว้ เป็นพิธีไหว้ผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวของคู่บ่าวสาว ด้วยการก้มกราบแล้วจึงส่งพานธูปเทียนให้ผู้ใหญ่ ท่านจะรับไหว้และผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือคู่บ่าวสาว พร้อมกับให้พรและใส่ซองเงินหรือของมีค่าอย่างอื่นลงบนพานให้ไว้เป็นเงินทุนในการสร้างครอบครัว

๖. การกินเลี้ยงฉลองพิธีมงคลสมรส เมื่อเสร็จพิธีหลั่งนํ้าสังข์แล้ว จะมีการเลี้ยงอาหารแขกผู้มาร่วมงาน อาจมีดนตรีประกอบเพื่อความสนุกสนาน ครื้นเครง ถ้ามีการกินเลี้ยงในตอนเย็น เจ้าสาวมักเปลี่ยนจากชุดไทยเป็นชุดราตรียาว หรือที่เรียกกันว่า “ชุดเจ้าสาว”

๗. พิธีส่งตัวเข้าหอ เป็นพิธีสำคัญในช่วงสุดท้าย โดยผู้ใหญ่จะนำเจ้าสาวมาส่งตัวเข้าหอ ซึ่งเจ้าบ่าวจะมารออยู่ที่ห้องหอก่อนแล้ว ส่วนสำคัญของพิธีนี้จะอยู่ที่คู่ผู้ใหญ่ที่จะมาทำพิธีปูที่นอน ก่อนที่จะพาเจ้าบ่าวเข้ามาในห้องหอแล้วเจิมหน้าผากและนำตัวเจ้าสาวเข้ามา โดยที่เจ้าสาวจะต้องกราบพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง เพื่อเป็นการขอพรและเมื่อเจ้าสาวเข้ามาในห้องแล้ว แม่เจ้าสาวต้องเป็นคนพาเจ้าสาวมามอบให้กับเจ้าบ่าว พร้อมพูดจาฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกสาวด้วย จากนั้นจะกล่าวให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ในขั้นตอนนี้ธรรมเนียมบางท้องถิ่นจะให้พ่อแม่เจ้าสาวเป็นผู้กล่าวก็สามารถทำได้เช่นกัน

พิธีแต่งงานภาคเหนือ

พิธีแต่งงานภาคเหนือ คือ แบบล้านนา ที่ชาวเหนือเรียกว่า “ประเพณีการกินแขก” หมายถึง การเชิญผู้ที่เคารพนับถือ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านใกล้เคียงจำนวนมาก เข้ามาร่วมรับประทานอาหาร เนื่องในวันงานมงคลสมรสหรืองานแต่งงาน งานกินแขกมีลำดับขั้นตอน ดังนี้

๑. การแต่งงานแบบสู่ขอ หลังจากที่ชายและหญิงมีความพึงพอใจกัน ฝ่ายชายจะต้องบอกพ่อแม่และญาติพี่น้องไปจัดการสู่ขอ และร่วมปรึกษาหารือระหว่างชายและหญิง หากไม่ขัดข้องก็ตกลงนัดวันหมั้นหมายพร้อมวันแต่งงาน

๒. พิธีการแต่งงาน หลังจากที่ได้ฤกษ์แต่งงานมาแล้ว ชายหญิงจะต้องบอกญาติพี่น้องและผู้ที่ให้ความเคารพให้มาร่วมงาน รวมทั้งจัดขันปอกมือหรือพานบายศรี และอาหารสำหรับต้อนรับแขกและ
เครื่องสักการะในบายศรี เมื่อพร้อมแล้ว ญาติทางฝ่ายเจ้าสาวจะให้ผู้แทนถือขันข้าวตอกดอกไม้หรือพานดอกไม้ มาเชิญฝ่ายเจ้าบ่าวไปยังบ้านเจ้าสาว และฝ่ายเจ้าบ่าวพร้อมญาติผู้ใหญ่ก็จะตั้งขบวนแห่ไปยังบ้านเจ้าสาว ซึ่งในขบวนแห่จะประกอบด้วยดนตรีพื้นเมืองที่เน้นความสนุกสนาน มีเจ้าบ่าวถือดาบและหีบ ส่วนญาติถือสิ่งของที่เตรียมมาทั้งหมดนำหน้าขบวน พอถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะมีผู้แทนคอยปิดกั้นประตูไม่ให้เจ้าบ่าวเข้าไป ซึ่งจะมีการกั้นประตู โดยใช้สร้อยคอหรือเข็มขัดเงิน-ทอง บริเวณทางเข้าจะมีเด็กๆ ญาติฝ่ายเจ้าสาวมาตักนํ้าล้างเท้าให้เจ้าบ่าว หรือทำเป็นเช็ดเท้าให้เจ้าบ่าวก่อนที่เจ้าบ่าวจะจ่ายเงินให้
ตามสมควร จากนั้นญาติฝ่ายเจ้าสาวจะเชื้อเชิญญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวขึ้นมานั่งร่วมทำพิธีและจูงมือเจ้าบ่าวให้มานั่งเคียงข้างเจ้าสาว โดยให้หญิงนั่งซ้าย ชายนั่งขวา เอาขันปอกมือหรือพานบายศรีไว้ตรงกลางแล้วให้เจ้าบ่าวเอาแหวนหรือสร้อยสวมใส่ให้แก่เจ้าสาว จากนั้นก็เชิญปู่อาจารย์ทำพิธีปัดเคราะห์เรียกขวัญเจ้าบ่าวเจ้าสาว ผูกมือ และกล่าวคำอวยพร ด้วยการทำพิธีเรียกขวัญโดยปู่อาจารย์ ซึ่งคู่บ่าวสาวเข้าประจำโต๊ะพิธีการ หรือจุดพิธีการโดยสวมมาลัยแล้วสวมมงคลคู่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว โดยมีแขกมาร่วมทำพิธีเป็นสักขีพยานและอวยพร ส่วนผู้ที่ทำการเรียกขวัญจะท่องเรียกขวัญเป็นภาษาท้องถิ่นในทำนองโบราณ หลังจากที่ปู่อาจารย์ทำการเรียกขวัญเสร็จ แขกที่มาร่วมในงานจะอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวโดยการผูกด้ายสายสิญจน์

๓. พิธีจูงเข้าหอ เมื่อเสร็จพิธีผูกข้อมือแล้ว จากนั้นเจ้าภาพจะเชิญคู่ของญาติผู้ใหญ่ หรือแขกอาวุโสที่มีชีวิตแต่งงานราบรื่นและเจริญรุ่งเรือง มีลูกหลานเต็มบ้าน ลูกหลานเหล่านั้นก็เจริญก้าวหน้ามีเกียรติปรากฏทั่วไปมาจูงเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าสู่ห้องหอตามฤกษ์ เมื่อจูงมือเข้าห้องหอแล้วให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งบนเตียงหรือบนฟูกที่จัดตกแต่งไว้ให้หญิงนั่งซ้าย ชายนั่งขวา ให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าหาผู้ใหญ่เพื่อรับโอวาทสั่งสอนในการครองเรือน ให้รักทะนุถนอมรักษานํ้าใจเสียสละซึ่งกันและกัน

๔. การไหว้พ่อแม่ เมื่อหนุ่มสาวอยู่กินกันได้ ๓ วัน หรือ ๗ วันแล้ว จากนั้นจะพากันไป “ไหว้พ่อแม่” ตลอดถึงญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย โดยคู่สามี-ภรรยาใหม่ จะช่วยกันหาเครื่องสักการะอุปโภคและบริโภค เช่น เสื้อผ้าอาหารแห้ง ขนม ให้ครบตามจำนวนบุคคลที่ตนจะไหว้ตามสมควร พร้อมทั้งมีพานดอกไม้ ธูปเทียน ไปเคารพกราบไหว้ โดยมีความหมายว่า ไปคารวะฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกหลานในตระกูล และขอคำแนะนำในการครองเรือน ตลอดถึงการขอศีลขอพรจากผู้ใหญ่ให้เป็นสิริมงคล ซึ่งทางญาติผู้ใหญ่อาจเตรียมทุนไว้มอบให้ เพื่อสร้างครอบครัวตามฐานะของแต่ละท่าน เรียกว่า “เงินขวัญถุง”

๕. พิธีร่วมทำบุญตักบาตรของคู่บ่าวสาว พิธีร่วมกันทำบุญตักบาตรของคู่บ่าวสาว นิยมกระทำกันหลังจากทำการไหว้พ่อแม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว คือ เจ้าภาพจะนิมนต์พระมาเจริญพุทธมนต์และรับอาหารบิณฑบาต

๖. พิธีทำบุญสืบชะตา การสืบชะตาของคู่บ่าวสาวนั้นเป็นเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อให้คู่บ่าวสาวมีชะตาที่ดียืนยาวและมีความสุขต่อไป ก่อนที่จะทำการสืบชะตา เจ้าภาพจะต้องจัดเตรียมเครื่องพิธีกรรมหรือเครื่องบูชาต่าง ๆ ไว้ โดยนำเครื่องพิธีกรรมมารวมกันตั้งไว้ตรงกลางที่ทำพิธี ทำเป็นกระโจมไม้ ๓ ขา หรือทำเป็นสามสุ่มแบบปืน ๓ กระบอก พิงกันหรือแบบขาหยั่ง ให้กว้างพอที่บ่าวสาวเข้ามานั่งตรงกลางได้ ใช้ด้ายสายสิญจน์โยงศีรษะติดกับขากระโจมทั้ง ๓ ขา เอาเงื่อนไปไว้ที่ที่ตั้งนํ้าพระพุทธมนต์หน้าพระพุทธรูป นิยมนิมนต์พระสงฆ์ ๗ หรือ ๙ รูป และทำบุญถวายสังฆทานและถวายเพลพร้อมกันทีเดียว

married (10) married (12)

 

(ซ้าย) พิธีแต่งงานภาคอีสาน และ (ขวา) พิธีแต่งงานภาคใต้ตามประเพณีอิสลาม

พิธีแต่งงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พิธีแต่งงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเรียกพิธีแต่งงานตามภาษาอีสานว่า “การกินดอง” หมายถึง การกินเลี้ยงเพื่อฉลองการเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

          ๑. การสู่ขอ หลังจากหนุ่มสาวมีความชอบพอกัน และตกลงที่จะอยู่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายบอกญาติผู้ใหญ่ของตนเอง ให้ไปสู่ขอฝ่ายหญิงจากญาติผู้ใหญ่ เรียกว่า การโอม

          ๒. พิธีขันหมาก หลังจากที่มีการโอมสาวหรือการสู่ขอจากญาติผู้ใหญ่กันแล้ว หลังจากนั้นจะมีการตกลงค่าสินสอดทองหมั้น รวมทั้งต้องมีการกำหนดวันแต่งงานขึ้น ซึ่งหลังจากได้ฤกษ์วันแต่งงานมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วฝ่ายเจ้าบ่าวและญาติ ๆ จะแห่ขันหมากเพื่อไปทำพิธีแต่งงานที่บ้านเจ้าสาว ซึ่งการแห่ขันหมากนี้เป็นเหมือนการประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า คู่บ่าวสาวกำลังจะแต่งงานกัน พร้อมเชิญชวนให้มาร่วมแสดงความยินดี

                   ๒.๑ พิธีแห่ขันหมาก มีลำดับของขบวนแห่ที่เริ่มต้นจากหัวขบวนเรียงไปท้าย คือ ญาติผู้ใหญ่ผู้สูงอายุ และเจ้าโคตรหรือเฒ่าแก่ จะเดินหน้าพร้อมถือขันเงินสินสอด ถัดจากนั้นคือ เจ้าบ่าว จากนั้นคือ ขบวนพาขวัญ ที่ถือโดยหญิงสาวบริสุทธิ์ ขันหมากพลู ขันเหล้ายา ญาติพี่น้อง และปิดท้ายด้วยขบวนดนตรีพื้นบ้าน ปี่ แคนและกลอง เป็นต้น

                   ๒.๒ พิธีรับขันหมาก เมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้ว ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะออกมาต้อนรับ โดยก่อนที่จะเข้าบ้าน ญาติที่อายุน้อยกว่าฝ่ายหญิงจะเป็นคนล้างเท้าให้เจ้าบ่าวและเฒ่าแก่ที่ถือ
ขันสินสอด โดยทำการล้างเท้าบนหินลับมีดที่ปูด้วยใบตอง และช่วยเช็ดเท้าให้เป็นการแสดงความเคารพ ซึ่งก่อนจะพบกับเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะพบประตูเงิน ประตูทอง จากบรรดาญาติ ๆ ของฝ่ายหญิงก่อน
ซึ่งจะให้เบิกทางด้วยเงินทองตามสมควร

                   ๒.๓ พิธีนับสินสอด หลังจากที่ฝ่ายชายผ่านประตูเงินประตูทองมาแล้ว เมื่อถึงฤกษ์ดีให้ฝ่ายชายมอบสินสอดให้กับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง โดยฝ่ายเจ้าสาวจะต้องทำการนับสินสอด แล้วโปรยด้วยเมล็ดข้าวเปลือก ถั่ว และงาลงบนสินสอด แล้วขอพรให้เงินทองนี้งอกเงยเหมือนเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ หลังจากนั้นจึงเปิดขันหมากและแจกเหล้ากินกัน

          ๓. พิธีสู่ขวัญ ให้เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวนั่งอยู่ทางขวา เจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาวนั่งอยู่ทางซ้ายจากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะจับพาขวัญไว้โดยใช้แขนไขว้กัน ซึ่ง “ประเพณีสู่ขวัญ” จะเริ่มต้นพิธีโดยหมอสูตรหรือพราหมณ์ชาวบ้านจะกล่าวคำสวดคำขวัญอวยพร เสร็จแล้วหมอสูตรจะป้อนไข่แบ่งให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวกินคนละครึ่งใบ โดยใช้มือขวาป้อนไข่ท้าวหรือฝ่ายชาย และมือซ้ายป้อนไข่นางหรือฝ่ายเจ้าสาว เสร็จแล้วก็ใช้ฝ้ายผูกข้อมือของคู่บ่าวสาวพร้อมกับอวยพร

          ๔. การขอขมาญาติผู้ใหญ่ หรือการสมมา คือ การมอบสิ่งของเพื่อขอบคุณญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายซึ่งแต่ก่อนจะเป็นการมอบผ้าซิ่นและเสื้อสำหรับผู้หญิงให้ญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิง และมอบผ้าโสร่งและ
เสื้อผู้ชายให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย หลังจากที่ได้รับของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการให้โอวาทแก่บ่าวสาว เป็นอันเสร็จพิธี

          ๕. การปูที่นอน และการส่งตัวเข้าหอ เริ่มต้นด้วยการให้คู่รักที่เป็นญาติผู้ใหญ่ที่มีฐานะดีและยังคงรักใคร่กันดีเป็นผู้ปูที่นอนให้บ่าวสาว โดยให้ปูของผู้ชายไว้ทางขาว ให้มีตำแหน่งสูงกว่า และของผู้หญิงปูไว้ทางซ้าย ให้มีตำแหน่งตํ่ากว่าฝ่ายชาย แล้วทำพิธีนอนเอาฤกษ์ จากนั้นค่อยจูงเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้าเรือนหอ และให้โอวาทในการอยู่ร่วมกัน เป็นอันเสร็จพิธีแต่งงานตามขนบธรรมเนียมของภาคอีสาน

พิธีแต่งงานในภาคใต้

พิธีแต่งงานในภาคใต้ตอนบน (ตามประเพณีพุทธ)

ประเพณีแต่งงานตามวัฒนธรรมไทยพุทธภาคใต้แต่ละถิ่นเรียกไม่เหมือนกัน บางท้องถิ่นเรียกว่า “ไหว้เมีย” บางท้องถิ่นเรียกว่า “กินเหนียว” บางท้องถิ่นเรียกว่า “วันไหว้” คำเหล่านี้ตามชนบทบางแห่งยังมีใช้กันน้อย แต่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า แต่งงาน แต่เดิมชาวภาคใต้ถือเอาการแต่งงานเป็นเครื่องวัดความบรรลุนิติภาวะหรือความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ และผู้ที่ผ่านการแต่งงานแล้วจะเป็นที่เชื่อถือของสังคมมากกว่าตอนที่ยังเป็นโสด ทั้งนี้ เพราะชายที่จะแต่งงานได้จะต้องได้รับการบวชเรียนเสียก่อน ด้วยเหตุที่การแต่งงานเป็นการก้าวเข้าสู่ช่วงที่สำคัญที่สุด ทั้งฝ่ายหญิงและชายต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ต้องวางแผนในการใช้ชีวิตคู่ การแต่งงานจึงต้องมีกระบวนการและพิธีการ เพื่อไม่ให้บกพร่องด้วยประการทั้งปวง

การแต่งงานของชาวไทยพุทธภาคใต้ มีขั้นตอนที่เป็นไปตามค่านิยม ความเชื่อ และประเพณีนิยมดังต่อไปนี้

๑) การผูกสัมพันธ์ เรียกการที่หนุ่มสร้างสัมพันธ์กับสาวว่า บ้าหญิง บางถิ่นเรียกว่า บ้าเมีย

๒) การทาบทาม (แยบเมีย) เมื่อฝ่ายหนุ่มต่างเห็นชอบต้องกันแล้วว่าจะเลือกหญิงคนใดแต่งงานด้วยก็จะดำเนินการทาบทามตามประเพณี เรียกการทาบทามว่า แยบ โดยปกติคนที่จะไปแยบ มักเป็นญาติฝ่ายชายที่เป็นผู้หญิงที่มีเกียรติ แต่มักจะเป็นผู้อาวุโสหรือนางเฒ่า ก่อนที่นางเฒ่าจะไปทาบทามจะต้องดูฤกษ์ยามเสียก่อนว่าวันเวลาใดจึงจะเหมาะ โดยเลือกวันดี ซึ่งถือว่าถ้าไปทาบทามในวันนั้นจะประสบความสำเร็จทุกประการ เครื่องประกอบที่นำไปแยบ แต่ละถิ่นถือปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่เรียกตรงกันว่า ขันหมากแยบ มักใช้ขันลงหินหรือถ้ามีฐานะดีอาจเป็นขันทองคำ จัดหมากและพลูลงในขันหมากแล้วจึงเอาผ้าหุ้มขันหมาก มัดตรงยอดกรวยให้สวยงาม หลังจากจัดขันหมากเรียบร้อยแล้ว นางเฒ่าจะเดินทางไปบ้านของฝ่ายหญิง เมื่อฝ่ายหญิงเชื้อเชิญและต้อนรับกันตามธรรมเนียมแล้ว ก็จะเริ่มต้นพูดจาทาบทามกัน เมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงตอบไม่ขัดข้อง ฝ่ายชายก็จะจัดพิธีสู่ขอตามประเพณี

๓) การสู่ขอ ชาวภาคใต้เรียกว่า ขอเมีย ซึ่งเป็นการกระทำสองขั้นตอนควบคู่กันไป คือ การสู่ขอและการหมั้น ขันหมากขอตามแบบดั้งเดิมของภาคใต้ ประกอบด้วยขันหมาก ๓ ขัน คือ ขันหมากหัว ขันหมากถาม และขันหมากต่อ ภายหลังการสู่ขอและการหมั้นแล้ว ผู้ชายก็มักมาอยู่บ้านฝ่ายหญิง ในฐานะเตรียมเป็นลูกเขยเป็นเวลาหลายเดือน หรือเป็นแรมปีบางแห่งเรียกว่า ฝากบำเรอ บางท้องถิ่นเรียกว่า อาสา เพื่อเป็นการศึกษาอุปนิสัยใจคอที่แท้จริงด้วยกันทั้งสองฝ่าย

๔) กำหนดวันแต่งงาน เมื่อการสู่ขอผ่านไปอย่างเรียบร้อย ขั้นต่อไปก็เป็นการกำหนดวันแต่งงานซึ่งเรียกว่า ไหว้เมีย หรือ วันไหว้ โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องหาฤกษ์ยามและเตรียมการอื่น ๆ ให้พร้อม ฤกษ์ยามแต่งงานจะเลือกเอาวันที่เหมาะแก่การทำการมงคล

๕) การเตรียมการสำหรับการแต่งงาน หลังจากที่ได้รับกำหนดวันประกอบพิธีแต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะมีการเตรียมการสำหรับการแต่งงานไว้ให้พร้อมในทุก ๆ ด้าน คือเตรียมข้าวสาร เตรียมเงิน เตรียมเครื่องบริโภคสำหรับผู้มาในงาน เตรียมสถานที่ องค์ประกอบในพิธีกรรมที่สำคัญมากที่ฝ่ายหญิงต้องเตรียมให้พร้อม คือ ห้อง หรือที่จะใช้ประกอบพิธี ซึ่งมีรูปแบบการจัดสิ่งของเครื่องใช้ในพิธีเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวตามจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ ในตอนเย็นของวันสุกดิบ ที่บ้านของฝ่ายชาย นอกเหนือจากเลี้ยงอย่างสนุกสนานแล้ว จะมีการจัดขันหมากและข้าวของต่างที่จะต้องนำไปในพิธีแต่งงานในวันรุ่งขึ้น

๖) พิธีแต่งงาน เมื่อเข้าสู่พิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวเตรียมขบวนแห่ขันหมากแล้วยกไปสู่บ้านเจ้าสาวเพื่อทำพิธีแต่งงาน ซึ่งไม่ต่างจากภาคกลางมากนัก

          พิธีแต่งงานในภาคใต้ตอนล่าง (ตามประเพณีอิสลาม)

          พิธีแต่งงานในภาคใต้ตอนล่าง นั้นมีความแตกต่างไปจากภาคอื่น ๆ เนื่องจากประชากรในภาคนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้พิธีแต่งงานมีขั้นตอนตามความเชื่อที่อ้างอิงไปตามศาสนาอิสลาม
ซึ่งชาวมุสลิมหรือผู้นับถือศาสนาอิสลาม จะมีพิธีการจัดงานแต่งงานที่แตกต่างกับภาคอื่น ๆ โดยชาวมุสลิมจะเรียกพิธีนี้ว่า “นิกะห์” ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสูงส่ง
เหนือสัตว์โลกอื่น ๆ และเชื่อว่า ความผูกพันระหว่างชายหญิง จะเป็นความผูกพันด้วยชีวิต การประกอบพิธีแต่งงาน หรือพิธีนิกะห์ แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ การแต่งงานตามบทบัญญัติของศาสนา และการแต่งงานตามประเพณีที่ปฏิบัติกัน

          การแบ่งการแต่งงานหรือการประกอบพิธีนิกะห์ออกเป็น ๒ ประเภทนั้น ทำเพื่อให้มีความแตกต่างกันเพราะการแต่งงานของชาวมุสลิมบางคนผสมผสานวัฒนธรรมชุมชนเข้าไป เช่น การแห่เจ้าสาวเข้ามัสยิด โดยมีต้นกล้วย ต้นอ้อย นำหน้าขบวน หรือการมีขนมหวานอย่างการแต่งงานแบบไทยนั้นเป็นการปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิม ไม่ใช่พิธีกรรมของอิสลาม เพราะการแต่งงานแบบอิสลามนั้น เป็นบทบัญญัติมีอายุมากกว่า ๑,๔๐๐ ปี และห้ามเสริมเติมแต่งหลักการที่มีอยู่เป็นอย่างอื่น

          ๑) การสู่ขอ ประเพณีการแต่งงานในศาสนาอิสลาม เริ่มจากการสู่ขอ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสู่ขอสตรีที่สามารถแต่งงานได้ด้วยเท่านั้น หมายถึง หญิงที่ไม่ได้อยู่ระหว่าง อิดดะฮ (อยู่ในช่วงสามเดือนแรกของการหย่าร้าง) หรือหญิงสามีตาย (ซึ่งต้องรอจนครบสี่เดือนกับสิบวันเสียก่อนจึงจะสู่ขอได้) เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงและกำหนด “มะฮัร” คือ เงินที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องหาวันแต่งงานตามสะดวก วันแต่งงานเจ้าบ่าวจะต้องยกของหมั้นหรือมะฮัรมาที่บ้านเจ้าสาว หรือนัดวะลีย์ และพยานทั้งสองฝ่ายไปเจอกันที่มัสยิดก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดวันแต่งงาน เนื่องจากความเชื่อของศาสนาอิสลามไม่เชื่อในเรื่องโชคชะตา จึงไม่นิยมดูฤกษ์ยามก่อนแต่งงานและมีข้อห้ามไม่ให้เชื่อเรื่องดวงดาวและโชคชะตาต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้น ชาวมุสลิมจึงไม่มีฤกษ์วันแต่งงาน นอกจากความสะดวกทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

          ๒) คำกล่าวที่ใช้ในพิธีนิกะห์ คำเสนอของวะลีย์ คือ คำกล่าวของผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวเพื่อให้เจ้าบ่าวยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นการตอบรับระหว่างชายหญิง หลังจากนั้นจะมีการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน
(บทที่ว่าด้วยการครองเรือน) ให้บ่าวสาวฟัง เพียงแค่นี้ก็เสร็จสมบูรณ์

          ๓) การเลี้ยงฉลองการแต่งงาน หลังแต่งงานสามารถจัดงานเลี้ยงฉลองได้ เรียกว่า “วะลีมะฮ” ซึ่งจัดเลี้ยงที่บ้านสโมสร หรือโรงแรมก็ได้ตามสะดวก การเลี้ยงฉลองอาจไม่ต้องทำในวันเดียวกับวันนิกะห์ก็ได้ แต่การเลี้ยงฉลองนั้นต้องไม่เกิน ๒ วัน เพราะอิสลามเคร่งครัดในเรื่องของงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือย โดยมีคำกล่าวไว้ว่า “งานเลี้ยงที่เลวที่สุด คืองานเลี้ยงนิกะห์ และเลี้ยงเฉพาะคนรวย” เพราะศาสนาอิสลามเชื่อว่าทุกคน
เท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ

          โดยธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตแล้วย่อมมีความต้องการทางเพศสัมพันธ์ และต้องการสืบสกุลต่อไป เพื่อทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ เมื่อชาย-หญิง มีความรักใคร่ต่อกันจนสุกงอม
มีความเห็นอกเห็นใจกันและพร้อมที่จะดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวอย่างสามีภรรยา ถือเป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษของไทยที่มองการณ์ไกลและมีความละเอียดอ่อน จึงจัดให้มีประเพณีแต่งงานขึ้น เพื่อเป็นการบำบัดความต้องการทางเพศของมนุษย์ โดยให้เป็นไปตามประเพณีที่งดงามเหมาะสม แสดงถึงความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรมด้านจิตใจ และวัฒนธรรมทางด้านวัตถุของสังคมที่ตนอยู่ มีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและสังคมรับรู้ ด้วยเหตุนี้ ประเพณีการแต่งงานจึงจำเป็นต้องจัดให้มีพิธีกรรมตามขั้นตอนของประเพณีไทย เริ่มตั้งแต่การทาบทาม สู่ขอ หมั้น และแต่งงาน พิธีการแต่งงานนี้ ถ้าจะให้ถูกต้องเหมาะสม จะต้องประกอบพิธีทางศาสนาด้วยในตอนเช้า และอีกพิธีคือ จะต้องจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือว่า การแต่งงานนั้นถูกต้องสมบูรณ์

          สถานภาพปัจจุบันและผลที่เกิดขึ้นนั้น ปัจจุบันมีบริษัทที่ทำธุรกิจรับจัดพิธีมงคลสมรสครบวงจรเกิดขึ้นมากมาย มีการแข่งขันกันสูงมาก ต่างฝ่ายต่างเสนอความแปลกใหม่ ทั้งการจัดสถานที่และพิธีการให้มี
ความโดดเด่นเฉพาะตัว ยากที่ใครจะลอกเลียนแบบได้ เพื่อให้ทุกคู่รักที่ต้องการหลีกหนีจากบรรยากาศซํ้าซากจำเจของรูปแบบการจัดงานเดิม ๆ ชื่นชอบในบรรยากาศที่แปลกใหม่นั้น โดยเสนอพิธีการตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ได้ผสมผสานรูปแบบความเลิศหรู ด้วยการตกแต่งตามรูปแบบของวัฒนธรรมต่างชาติต่างศาสนาท่ามกลางการดัดแปลงพิธีการเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจนี้ ทำให้พิธีการแบบไทยโบราณ ซึ่งมุ่งเน้นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์สวยงาม ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปและสูญเสียอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยไปทีละน้อย ปัจจัยคุกคามในเรื่องของการแต่งงานมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงทางประเพณีวัฒนธรรม เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้ทำการศึกษาในขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นอย่างลึกซึ้ง จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสม และถือเป็นการทำลายประเพณีแต่งงานไปในทางอ้อม

          การแต่งงานแบบไทย ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล.

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.