Print

ฮีตสิบสอง : ฮีตเดือนอ้าย - ฮีตเดือนสาม

ฮีตสิบสอง : ฮีตเดือนอ้าย - ฮีตเดือนสาม

                      “ฮีตสิบสอง” หมายถึง ประเพณี ๑๒ เดือน ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทางพุทธศาสนา ความเชื่อและการดํารงชีวิตทางเกษตรกรรม ซึ่งชาวอีสานยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ มีแนวปฏิบัติแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน เพื่อให้เกิดสิริมงคลในการดําเนินชีวิต เรียกอย่างท้องถิ่นว่างานบุญ ชาวอีสานให้ความสําคัญกับ ประเพณีฮีตสิบสองเป็นอย่างมากและยึดถือปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอนับเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน คำว่า “ฮีต” หมายถึง ประเพณีหรือสิ่งที่นิยมนับถือปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนเป็นแบบแผน เป็นขนบธรรมเนียม ตรงกับ “จารีต”

dec (1) dec (2) dec (3)
ฮีตเดือนอ้าย  ฮีตเดือนยี่  ฮีตเดือนสาม

เดือนอ้าย : บุญเข้ากรรม

งานบุญเดือนอ้ายหรือเดือนเจียง พระสงฆ์จะทําพิธีเข้ากรรมหรือที่เรียกว่า “เข้าปริวาสกรรม” เพื่อทําการชําระมลทินที่ได้ล่วงละเมิดพระวินัย คือ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส การอยู่กรรมนั้นจะใช้เวลา ๖ - ๙ วัน ในระหว่างนี้เองชาวบ้านจะเตรียมอาหารหวานคาวนําไปถวายพระภิกษุทั้งเช้าและเพล เพราะการอยู่กรรมจะต้องอยู่ในบริเวณสงบ เช่น ชายป่าหรือที่ห่างไกลชุมชน (หรืออาจเป็นที่สงบ ในบริเวณวัดก็ได้) ชาวบ้านที่นําอาหารไปถวายพระภิกษุในระหว่างอยู่กรรมนี้ เชื่อว่าจะทําให้ได้บุญกุศลมาก มูลเหตุของพิธีกรรม เพื่อลงโทษภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส  ต้องเข้าปริวาสกรรม จึงจะพ้นอาบัติกลับเป็นภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์อยู่ในพุทธศาสนาต่อไป คําว่า “เข้าปริวาสกรรม” นี้ ภาษาลาวและไทยอีสาน ตัดคําว่า “ปริวาส” ออกเหลือเพียง “เข้ากรรม” ดังนั้น บุญเข้ากรรม ก็คือ “บุญเข้าปริวาสกรรม”

เดือนยี่ : บุญคูณลาน

บุญคูณลานหรือบุญคูณข้าว เป็นพิธีกรรมฉลองภายหลังจากเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านรู้สึกยินดีที่ได้ผลผลิตมาก จึงต้องการทําบุญ โดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในลานข้าวและในบางแห่งจะมีการสู่ขวัญข้าวเพื่อฉลองความอุดมสมบูรณ์ กล่าวขอบคุณแม่โพสพและขอโทษที่ได้เหยียบย่ำพื้นแผ่นดินในระหว่างการทํานา เพื่อความเป็นสิริมงคลและให้ผลผลิตเป็นทวีคูณในปีต่อไป มูลเหตุของพิธีทําบุญคูณลาน เนื่องมาจากเมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจะหาบฟ่อนข้าวมารวมกันเป็น “ลอนข้าว” ไว้ที่นาของตน ถ้าลอมข้าวของใคร
สูงใหญ่ก็แสดงให้ผู้คนที่ผ่านไปมารู้ว่านาทุ่งนั้นเป็นนาดี ผู้เป็นเจ้าของก็ดีใจ หายเหน็ดเหนื่อย จิตใจเบิกบานอยากทําบุญทํานา เพื่อเป็นกุศลส่งให้ในปีต่อไปจะได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่า “คูณให้ใหญ่ให้สูงขึ้น” เพราะคําว่า “คูณ” นี้มาจากคำว่า “ค้ำคูณ” หมายถึง อุดหนุนให้ดีขึ้น ช่วยให้เจริญขึ้น

เดือนสาม : บุญข้าวจี่

บุญข้าวจี่ เป็นประเพณีที่เกิดจากความสมัครสมานของชุมชน ชาวบ้านจะนัดหมายกันมาทําบุญร่วมกัน โดยช่วยกันปลูกผามหรือปะรําเตรียมไว้ในตอนบ่าย ครั้นเมื่อถึงรุ่งเช้าในวันต่อมา ชาวบ้านจะช่วยกันจี่ข้าวหรือปิ้งข้าวและตักบาตรข้าวจี่ร่วมกัน หลังจากนั้นจะให้มีการเทศน์นิทานชาดก เรื่องนางปุณณทาสีเป็นเสร็จพิธี มูลเหตุของประเพณีนี้มาจากความเชื่อทางพุทธศาสนา เนื่องมาจากสมัยพุทธกาล มีนางทาสชื่อปุณณทาสี ได้นําแป้งข้าวจี่ (แป้งทําขนมจีน) ไปถวายพระพุทธเจ้า แต่จิตใจของนางคิดว่า ขนมแป้งข้าวจี่
เป็นขนมของผู้ต่ำต้อย พระพุทธเจ้าคงไม่ฉัน ซึ่งพระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตใจนาง จึงทรงฉันแป้งข้าวจี่ ทําให้นางปิติดีใจ ชาวอีสานจึงเอาแบบอย่างและพากันทําแป้งข้าวจี่ถวายพระมาตลอด อีกทั้งเนื่องจากในเดือนสาม อากาศของภูมิภาคอีสานกําลังอยู่ในฤดูหนาว ในตอนเช้าผู้คนจะใช้ฟืนก่อไฟผิงแก้หนาว ชาวบ้านจะเขี่ยเอาถ่านออกมาไว้ด้านหนึ่งของกองไฟ แล้วนําข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลมโรยเกลือวางลงบนถ่านไฟแดง ๆ นั้นเรียกว่า ข้าวจี่ ซึ่งมีกลิ่นหอม ผิวเกรียมกรอบ ทําให้นึกถึงพระภิกษุสงฆ์ผู้บวชอยู่วัด อยากให้ได้รับประทานบ้าง จึงเกิดการทําบุญข้าวจี่ขึ้น ดังมีคํากล่าวว่า
“เดือนสามค้อย เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา” (พอถึงปลายเดือนสาม ภิกษุก็คอยปั้นข้าวจี่ ถ้าข้าวจี่ไม่มีน้ำอ้อยยัดไส้ เณรน้อยเช็ดน้ำตา)

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

          กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (๒๕๔๒). สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสาน

          เล่ม ๑๕. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.