Print

ฮีตสิบสอง : ฮีตเดือนเจ็ด - ฮีตเดือนเก้า

ฮีตสิบสอง : ฮีตเดือนเจ็ด - ฮีตเดือนเก้า

                   “ฮีตสิบสอง” หมายถึง ประเพณี ๑๒ เดือน ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทางพุทธศาสนา ความเชื่อและการดํารงชีวิตทางเกษตรกรรม ซึ่งชาวอีสานยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ มีแนวปฏิบัติแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน เพื่อให้เกิดสิริมงคลในการดําเนินชีวิต เรียกอย่างท้องถิ่นว่างานบุญ ชาวอีสานให้ความสําคัญกับ ประเพณีฮีตสิบสองเป็นอย่างมากและยึดถือปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอนับเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน คำว่า “ฮีต” หมายถึง ประเพณีหรือสิ่งที่นิยมนับถือปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนเป็นแบบแผน เป็นขนบธรรมเนียม ตรงกับ “จารีต”

dec (7) dec (8) dec (9)
ฮีตเดือนเจ็ด ฮีตเดือนแปด  ฮีตเดือนเก้า 

เดือนเจ็ด : บุญซำฮะ

บุญซําฮะ หรือ ชําระ เกิดตามความเชื่อที่ว่า เมื่อถึงเดือนเจ็ดต้องทําบุญชําระจิตใจให้สะอาดและเพื่อปัดเป่ารังควานสิ่งไม่เป็นมงคลออกจากหมู่บ้าน บางท้องถิ่นเรียกประเพณีนี้ว่า บุญเบิกบ้าน ซึ่งมีพิธีกรรมทั้งทางศาสนาพุทธและไสยศาสตร์ ในวันทําบุญ ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะนําดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำมนต์ ขันใส่กรวดทรายและเฝ้าผูกแขนมารวมกันที่ศาลากลางบ้าน ถ้าหมู่บ้านใดไม่มีศาลากลางบ้าน ชาวบ้านจะช่วยกันปลูกปะรําพิธีขึ้นกลางหมู่บ้าน ตกตอนเย็นจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดชัยมงคลคาถา (ชาวอีสานเรียกว่า
ตั้งมุงคุณ) เช้าวันรุ่งขึ้นจะพากันทําบุญตักบาตรเลี้ยงพระถวายจังหัน เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วจะให้พรและประพรมน้ำพุทธมนต์ให้แก่ทุกคนที่มาร่วมทําบุญ จากนั้นชาวบ้านจะนําขันน้ำมนต์ ด้ายผูกแขน ขันกรวดทรายกลับไปที่บ้านเรือนของตนเองแล้วนําน้ำมนต์ไปประพรมให้แก่ทุกคนในครอบครัว ตลอดจนบ้านเรือนและวัวควาย เอาด้ายผูกแขนลูกหลานทุกคน เพราะเชื่อว่าจะนําความสุขและสิริมงคลมาสู่สมาชิกทุกคน ส่วนกรวดทรายก็จะเอามาหว่านรอบ ๆ บริเวณบ้านและที่สวนที่นา เพื่อขับไล่เสนียดจัญไรและสิ่งอัปมงคล

เดือนแปด : บุญเข้าพรรษา

“บุญเข้าพรรษา” ของภาคอีสานเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาคล้ายคลึงกับทางภาคอื่น ๆ คือ จะมีการทําบุญตักบาตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน สงบ จีวรและเทียนพรรษา แต่ในภาคอีสานจะมีการจัดขบวนแห่เทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่ และมักมีการประกวดความสวยงามของเทียนจากแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งตกแต่งเทียนเป็นลวดลายเรื่องราวทางพุทธศาสนาอย่างสวยงาม เมื่อแห่เทียนมาถึงวัด ชาวบ้านจะรับศีลรับพรฟังธรรม ตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบอุโบสถ บุญเข้าพรรษามาจากความเชื่อที่ว่า ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุ
เที่ยวจาริกสอนธรรมไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝน ฤดูหนาว หรือฤดูร้อน แต่ในฤดูฝนนั้น ภิกษุได้เหยียบย่ำข้าวกล้าในนาของชาวบ้านเสียหาย สัตว์ตัวน้อยต่าง ๆ พลอยถูกเหยียบตายไปด้วย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุต้องจําพรรษา ๓ เดือน ในฤดูฝน โดยมิให้ไปค้างแรมที่อื่นใดนอกจากในวัดของตน

เดือนเก้า : บุญข้าวประดับดิน

        บุญข้าวประดับดิน จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนเก้า เป็นการทําบุญให้ญาติผู้ล่วงลับ โดยการนําข้าวปลาอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่อย่างละเล็กละน้อย ห่อด้วยใบตองเป็นสองห่อกลัดติดกัน เตรียมไว้ตั้งแต่หัวค่ำ ครั้นถึงเวลาตีสามตีสี่ของวันรุ่งขึ้น จะนําห่ออาหารและหมากพลูไปวางไว้ตามโคนต้นไม้รอบ ๆ วัด เพื่อให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ รวมทั้งผีไร้ญาติอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะมาเยี่ยมญาติพี่น้องในเวลานี้มารับไป เพื่อจะได้ไม่อดอยากหิวโหย คนอีสานมีความเชื่อสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า กลางคืนของเดือนเก้าดับ (วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙)
เป็นวันที่ประตูนรกเปิดในรอบปี ยมบาลจะปล่อยให้ผีนรกออกมาเยี่ยมญาติในโลกมนุษย์ในคืนนี้คืนเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงพากันจัดห่อข้าวไว้ให้ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว ถือว่าเป็นงานบุญเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล รวมทั้งยังแสดงถึงความกตัญญูอีกด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

          กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (๒๕๔๒). สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสาน

          เล่ม ๑๕. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.