Print

ฮีตสิบสอง : ฮีตเดือนสี่ - ฮีตเดือนหก

ฮีตสิบสอง : ฮีตเดือนสี่ - ฮีตเดือนหก

            “ฮีตสิบสอง” หมายถึง ประเพณี ๑๒ เดือน ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทางพุทธศาสนา ความเชื่อและการดํารงชีวิตทางเกษตรกรรม ซึ่งชาวอีสานยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ มีแนวปฏิบัติแตกต่างกันไป ในแต่ละเดือน เพื่อให้เกิดสิริมงคลในการดําเนินชีวิต เรียกอย่างท้องถิ่นว่างานบุญ ชาวอีสานให้ความสําคัญกับ ประเพณีฮีตสิบสองเป็นอย่างมากและยึดถือปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอนับเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน คำว่า “ฮีต” หมายถึง ประเพณีหรือสิ่งที่นิยมนับถือปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนเป็นแบบแผน เป็นขนบธรรมเนียม ตรงกับ “จารีต”

 

dec (4) dec (5) dec (6)
ฮีตเดือนสี่ ฮีตเดือนห้า   ฮีตเดือนหก

เดือนสี่ : บุญผะเหวด

“บุญผะเหวด” เป็นสําเนียงชาวอีสานที่มาจากคําว่า “บุญพระเวส” หรือพระเวสสันดร เป็นประเพณีตามคติความเชื่อของชาวอีสานที่ว่า หากผู้ใดได้ฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรทั้ง ๑๓ กัณฑ์จบภายในวันเดียว จะได้เกิดร่วมชาติภพกับพระศรีอริยเมตไตรย บุญผะเหวดนี้จะทําติดต่อกันสามวัน วันแรกจัดเตรียมสถานที่ตกแต่งศาลาการเปรียญ วันที่สองเป็นวันเฉลิมฉลองพระเวสสันดร ชาวบ้านร่วมทั้งพระภิกษุสงฆ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงจะมาร่วมพิธี มีทั้งการจัดขบวนแห่เครื่องไทยทานฟังเทศน์และแห่พระเวส โดยการแห่ผ้าผะเหวด (ผ้าผืนยาวเขียนภาพเล่าเรื่องพระเวสสันดร) ซึ่งสมมติเป็นการแห่พระเวสสันดรเข้าสู่เมือง เมื่อถึงเวลาค่ำจะมีเทศน์เรื่องพระมาลัย ส่วนวันที่สามเป็นงานบุญพิธี ชาวบ้านจะร่วมกันตักบาตรข้าวพันก้อน พิธีจะมีไปจนค่ำ ชาวบ้านจะแห่แหนฟ้อนรําตั้งขบวนเรียงรายตั้งกัณฑ์มาถวายอานิสงฆ์อีกกัณฑ์หนึ่ง โดยในการประกอบพิธีพระสงฆ์จะเทศน์เรื่องเวสสันดรชาดกจนจบและเทศน์จากเรื่องในหนังสือมาไลยหมื่นมาไลยแสน กล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และได้พบปะสนทนากับพระศรีอริยเมตไตรย ผู้ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตและพระศรีอริยเมตไตรยได้สั่งความมากับพระมาลัยว่า ถ้ามนุษย์อยากจะพบและร่วมเกิดในศาสนาของพระองค์แล้วจะต้องปฏิบัติตนดังนี้ คือ จงอย่าฆ่าพ่อตีแม่ สมณพราหมณ์ จงอย่าทําร้ายพระพุทธเจ้าและยุยงให้สงฆ์แตกแยกกัน ให้ตั้งใจฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรให้จบในวันเดียว ด้วยเหตุที่ชาวอีสานต้องการจะได้พบพระศรีอริยเมตไตรยและเกิดร่วมศาสนาของพระองค์จึงมีการทํา “บุญผะเหวด” เป็นประจําทุกปี

เดือนห้า : บุญสงกรานต์

บุญสงกรานต์ หรือ บุญฮดสรง จัดให้มีในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาตั้งแต่โบราณ ในวันนี้พระสงฆ์จะนําพระพุทธรูปออกจากโบสถ์มาไว้ที่หอสรง ตอนบ่ายชาวบ้านจะนําน้ำอบน้ำหอมมาร่วมกันสรงน้ำพระพุทธรูปที่หอสรงนี้ จากนั้นก็ออกไปเก็บดอกไม้มาจัดประกวดประชันในการบูชาพระ ระหว่างนี้ชาวบ้านจะพากันเล่นแคน ฉิ่งฉาบ เพื่อความสนุกสนาน รดน้ำดําหัวญาติผู้ใหญ่และเล่นสาดน้ำกัน ชาวอีสานจะเรียกวันสงกรานต์ ดังนี้ คือ วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่วง วันที่ ๑๔ เรียกว่า
วันเนา และวันที่ ๑๕ เรียกว่า วันสังขารขึ้น

เดือนหก : บุญบั้งไฟ

บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับแถน เมื่อถึงเดือนหกเริ่มต้นการทํานา ชาวบ้านจะจุดบั้งไฟเป็นการบูชาขอให้พญาแถนบันดาลฝนให้ตกลงมา ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นกิจกรรมร่วมกันของชุมชนอีสานหลาย ๆ หมู่บ้าน หมู่บ้านเจ้าภาพจะปลูกโรงเรือน เรียกว่า ผามบุญ ไว้ต้อนรับชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น และดูแลจัดหาอาหารสําหรับทุกคน เช้าของวันงานชาวบ้านจะร่วมกันทําบุญ ประกวดประชัน แห่และจุดบั้งไฟที่ตกแต่งอย่างงดงาม ตามตํานานพื้นบ้านอีสานเชื่อว่า การจุดบั้งไฟเป็นสัญญาณเตือนให้พญาแถนรู้ว่า
ถึงฤดูทํานาแล้วให้พญาแถนบันดาลให้ฝนตกและมีปริมาณเพียงพอแก่การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (๒๕๔๒). สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสาน เล่ม ๑๕. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.