Print

“แม่” ในบริบทมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม : พิธีบูชาแม่โพสพ

“แม่” ในบริบทมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม : พิธีบูชาแม่โพสพ

คนไทยและชนชาติอื่นในอุษาคเนย์เชื่อกันว่า ข้าวมีเทพธิดาประจำอยู่ ชาวบ้านไทยทั่วไปในภาคกลางและภาคใต้ เรียกนามท่านว่า “แม่โพสพ” ส่วนคนอีสานเรียกว่า “แม่โคสก” โดยมีความเชื่อว่า หากใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อต้นข้าวเม็ดข้าว ก็จะส่งผลให้เกิดความมั่งคั่ง สุขสมบูรณ์ ใครปฏิบัติไม่ดีต่อข้าว ทุ่งข้าว เม็ดข้าว ก็จะอดอยาก เกิดวิบัตินานา คนไทยจึงนับถือข้าวว่าเป็นของมีบุญคุณต่อชีวิต ข้าวคือพืชที่เลี้ยงชีวิตเผ่าพันธุ์ไทยยั่งยืนมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน คนไทยจึงมีความกตัญญูต่อข้าว ยกย่องข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ นับถือแม่โพสพที่สถิตอยู่ในต้นข้าวเสมือนมารดาของชีวิต ดังนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่จึงสั่งสอนว่าไม่ให้เหยียบย่ำข้าว
ไม่ให้สาดข้าวหรือทำข้าวหก กินข้าวเสร็จแล้วก็สอนให้ไหว้แม่โพสพ ขอบคุณแม้การมหรสพของชาวบ้านยามเมื่อร้องบทไหว้ครูก็จะมีการร้องระลึกคุณแม่โพสพไว้ด้วย ดังบทไหว้ครูเพลงเรือบทหนึ่งมีความว่า

          “...จะยกบายศรีขึ้นสี่มุม ลูกจะไหว้พระภูมิ ที่มาไหว้ทั้งแม่ข้าวเจ้า ทั้งพ่อข้าวเหนียว เสียแหละเมื่อลูกนี้เกี่ยวกันมาลูกจะไหว้โพสพ สิบนิ้วนอบนบ นิ้วหน้า ขอให้มาปกปักรักษาลูก ขออย่าให้มีทุกข์เลยหนา
ขอให้มาเป็นมงคลสวมบนเกศากัน แต่เมื่อเวลานี้เอย...”

          ชาวไทยทั้ง ๔ ภาค จึงนับถือบูชาแม่โพสพอย่างยิ่ง และมีเรื่องเล่าตำนานที่มาของแม่โพสพไว้ทั่วทุกภาค โดยตำนานแม่โพสพนี้มีแตกต่างเป็น ๒ กลุ่มชน คือ ตำนานทางภาคกลางและภาคใต้กลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มคือ ตำนานทางภาคเหนือและภาคอีสาน

ps01 ps02

 

พิธีไหว้บูชาแม่โพสพ

 

          พิธีแรกหว่านข้าวในทุกปี ชาวนาจะอัญเชิญขวัญข้าวหรือแม่โพสพขึ้นไว้บนยุ้งฉางหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ดังนั้น เมื่อจะหว่านข้าวในข้าวนาหว่านนั้น ต้องทำพิธีแรกหว่านข้าวหรือเชิญแม่โพสพลงนา โดยหา
วันเวลาที่เป็นวันดีตามความเชื่อ เป็นวันที่มีไม่มากินข้าว ข้าวกล้าจึงจะงอกงามอุดมดี ไม่มีศัตรูต่าง ๆ มาเบียดเบียน พิธีกรรมนี้เจ้าของนาหรือเจ้าของข้าวจะจัดกันขึ้นภายในครอบครัว โดยการเตรียมดินบริเวณ
มุมคันนาในวันดี เอาข้าวขวัญที่เก็บไว้มารวมกับข้าวปลูก แล้วหว่านเมล็ดข้าวเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย บอกกล่าวด้วยคาถา ด้วยถ้อยคำดี ๆ ขอให้แม่โพสพอย่าตกใจ ฝากแม่โพสพไว้กับแม่ธรณี พระภูมิ และผีต่าง ๆ ในทุ่งนา เมื่อทำพิธีแรกหว่านแล้ว ต่อไปจะหว่านข้าววันไหนก็ได้ในฤดูกาลนั้น ๆ

 

          พิธีแรกดำนา สำหรับข้าวนาดำ การแรกดำนาก็ต้องตรวจหาวันที่เชื่อว่าเป็นวันดีมากที่สุด เป็นวันที่จะทำให้ทั้งคน ข้าว สัตว์ มีความอุดมสมบูรณ์ ปลอดภัย แม่โพสพอยู่ได้อย่างร่มเย็น ซึ่งในพิธีต้องขอร้องให้พระภูมิเจ้าที่ แม่ธรณี ผีตาแฮก ผีทุ่ง ผีนา ตลอดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่นับถือ ขอร้องให้ช่วยกันดูแลแม่โพสพให้ดีด้วย โดยสัญญาว่าจะนำสิ่งของมาเช่นสังเวยในโอกาสต่าง ๆ ต่อไป

 

          พิธีรับขวัญแม่โพสพ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองโดยทั่วไปจะเริ่มตั้งท้องประมาณต้นเดือน ๑๑ (ประมาณเดือนตุลาคม) ยกเว้นภาคใต้ที่จะต้องท้องประมาณเดือนอ้าย (ประมาณเดือนธันวาคม) เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องชาวนาจะสร้างศาลเพียงตาชั่วคราวขึ้นใส่เครื่องสังเวยรับขวัญแม่โพสพ และเพื่อเป็นการเตือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เครื่องเซ่นแม่โพสพ มีข้าวปลา กล้วย อ้อย ถั่ว งา ขนม ผลไม้รสเปรี้ยว แป้ง กระจก เสื้อ หวี พิธีรับขวัญแม่โพสพนี้ ภาคใต้เรียกว่า พิธีคดข้าว ภาคกลางบางถิ่นเรียก ส่งข้าวบิณฑ์ ทางเพชรบุรีเรียกว่า พิธีทำขวัญข้าว เพื่อรับขวัญแม่โพสพที่เริ่มตั้งท้อง ชาวนาเพชรบุรีนิยมจัดพิธีนี้ในวันศุกร์ ข้างขึ้น
เดือน ๑๒

 

          พิธีทำขวัญลานนวดข้าว คนสมัยก่อนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมี “ขวัญ” (ไม่ใช่วิญญาณ) คนก็มีขวัญอยู่ในอวัยวะทุกส่วน สัตว์ก็มีขวัญ แม้ลานนวดข้าวก็มีขวัญด้วย เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก่อนนวดข้าวชาวนาจึงต้องมีพิธีทำขวัญ เพื่อบอกกล่าวขอขมา และเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตตลอดปีว่าจะมีข้าวกินตลอดไป พิธีกรรมนี้ทางภาคกลางเรียก ทำขวัญลา (นวดข้าว) แต่ทางอีสานและลาวบริเวณสองฝั่งโขงเรียก บุญคูณลาน การทำขวัญลานนวดข้าว เป็นพิธีทำบุญสู่ขวัญข้าวและเฉลิมฉลองในโอกาสเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวนาจะประกอบพิธีในเดือนยี่ แต่จะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับหมอขวัญหรือหมอยามจะดูฤกษ์ว่ามียามมงคลตรงกับช่วงใด ถึงวันทำพิธีจะมีพระสงฆ์สวดมนต์เย็นที่ลานนวดข้าว รุ่งเช้าทำบุญเลี้ยงพระบริเวณเดิม เพื่อบูชาคุณของข้าว และอุทิศส่วนกุศลให้แม่ธรณี ตายาย และสิ่งอื่น ๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น เช่น ผีไม่มีญาติ ครั้นเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว หมอขวัญทำพิธีสู่ขวัญด้วยคำสู่ขวัญ เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และกล่อมขวัญแม่โพสพให้หายตกใจและขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกิน และเจ้าภาพก็จะเตรียมอาหารคาวหวาน เครื่องเซ่นบูชาไว้ถวายแม่โพสพ ชาวนาทำพิธีนี้เพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณแก่ข้าว รวมถึงคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และธรรมชาติต่าง ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการทำนา จึงกล่าวได้ว่าการทำขวัญลานนวดข้าวก็คือพิธีกรรม ที่เปรียบเสมือนหลักประกันในความมั่นคงแห่งชีวิตของชาวนา ทั้งในแง่ของจิตใจของตนเองและความอุดมสมบูรณ์แห่งผลผลิตของข้าวที่จะได้รับ

 

          พิธีสู่ขวัญข้าวบนยุ้ง เมื่อมีการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ชาวนาก็ทำพิธีเฉลิมฉลองผลผลิตที่ได้ถือโอกาสเลี้ยงอาหารเพื่อนบ้านเพื่อแก้บน เซ่นสังเวยเทพอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ให้การคุ้มครองปกปักรักษาคน สัตว์ พืชพรรณธัญญาหารให้ได้ผลดี อยู่เย็นเป็นสุขตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ชาวนามักนิมนต์พระสงฆ์มาบำเพ็ญบุญ หรือไม่ก็ไปร่วมทำบุญในวัดแล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ รวมถึงแม่โพสพ พระฤาษี ตายาย ผีปู่ย่า เจ้าที่ สรรพสัตว์ ฯลฯ ให้มารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลทั้งหลายไปด้วย และสำหรับการไหว้บูชาแม่โพสพหลังเก็บเกี่ยวนี้ ชาวนาจะทำพิธีสู่ขวัญข้าวบนยุ้งเป็นพิธีกรรมภายในครอบครัว
จัดขึ้นหลังเอาข้าวขึ้นยุ้ง แล้วทำกันในช่วงเดือนยี่ (ประมาณเดือนมกราคม) จนกระทั่งถึงเดือนหก (ประมาณเดือนพฤษภาคม) เพื่อกล่อมขวัญแม่โพสพให้อยู่เหย้าเฝ้ายุ้ง อย่าตื่นตกใจหนีไปอยู่ป่าอยู่เขา และเพื่อขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินแม่โพสพ เช่น ได้นวด ได้ดำ ได้ถอน ได้หว่าน ได้ปักดำ ได้เก็บเกี่ยว หาบคอน ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาและที่จะกระทำต่อไป ขอแม่โพสพจงอย่าได้ถือสาและให้อโหสิกรรมด้วย

 

การเสื่อมสลายของความเชื่อในแม่โพสพ

 

          วิถีชีวิตของเกษตรกรไทยได้เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรกรรมแบบเคมีแทนการเกษตรแบบยังชีพโดยอาศัยปัจจัยการผลิตที่นำเข้าจากภายนอก ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย และสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้เพื่อการเกษตรไม่เว้นแม้แต่เครื่องจักรทางการเกษตร ชาวนาไทยใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลง ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานสัตว์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในทุกขั้นตอนการทำนาและมีการทำนาปีหนึ่งหลายครั้ง จนผืนนาทรุดโทรม ดินเปรี้ยว แห้งแข็งไปทั่วทุกพื้นที่ โครงสร้างทางการเกษตรของชาวนาไทยในอดีตที่เคยพึ่งพิงตัวเองได้เสื่อมสลายลง และชาวนาไทยมีความเชื่อเรื่องแม่โพสพลดน้อยลง ทำให้พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว เกี่ยวกับแม่โพสพ เกี่ยวกับการทำนา มีการเปลี่ยนแปลงไปจนเกือบสูญหายไปจากวิถีชีวิตชาวนา แม้แต่ในหมู่บ้านลูกหลานชาวนารุ่นปัจจุบันก็แทบไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นพิธีกรรมหลายอย่างที่ผูกพันกับแม่โพสพ เรื่องราวของแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา แทบจะสูญสลายไปจากการรับรู้ของชาวนายุคปัจจุบัน จะคงเหลืออยู่บ้างก็ในพื้นที่ทำนาน้ำฝน และในพื้นที่ทำนาเกษตรอินทรีย์ เช่น โรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดพิธี “ไหว้ครูบูชาแม่โพสพ” ให้ชาวนาไทยและลูกหลานชาวนาได้มาไหว้บูชาแม่โพสพอยู่เป็นประจำในวันพืชมงคลของทุกปี ติดต่อกันมาแล้วหลายปี

 

          ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม สารพิษ สารเคมีทางการเกษตรอย่างรุนแรงและเยาวชนไทยไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับคนรุ่นบรรพชน ไม่รู้จักไม่ศรัทธาในเทพธรรมชาติดังเช่นแม่ธรณี
แม่คงคา แม่โพสพ ซึ่งเคยเป็นเทพสำคัญของโลกในวันวาน และเคยทำให้ประชาชนและเกษตรกรไทยมีวิถีชีวิตที่สงบร่มเย็น ซื่อสัตย์ ไม่โลภ ยึดถือสัจจะและความพอเพียงของชีวิตเป็นสำคัญ การฟื้นฟูความเชื่อศรัทธาในแม่โพสพ จึงควรมีการปลูกฝังลงสู่เยาวชนไทย ผ่านทางตำราเรียนในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่วัยเด็ก เด็กไทยควรได้เรียนรู้วิถีเกษตรธรรมชาติ วิถีของเกษตรกรไทย ด้วยการทดลองลงสู่ชนบทและพื้นที่ทาง
การเกษตรในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อจะได้สัมผัสดิน น้ำ อากาศ ทุ่งข้าว ด้วยสองมือของตนเองอย่างแท้จริง อันจะเป็นการปลูกฝังความเข้าใจและความศรัทธาในแม่โพสพและวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่าง
แจ่มชัด เมื่อเยาวชนไทยเข้าใจและเห็นความสำคัญของวิถีเกษตรอินทรีย์ ก็จะนำไปสู่การลดช่องว่างระหว่างคนเมืองกับชนบท ลดช่องว่างระหว่างคนในวิชาชีพอื่น ๆ กับเกษตรกรรากหญ้า อันเป็นการช่วยแก้ปัญหา
ความแตกแยกรุนแรงของสังคมไทยที่มีมายาวนานตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

 

          พิธีบูชาแม่โพสพ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

 เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.