Print

มรดกภูมิปัญญาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ : ด้านพิธีกรรม (ดนตรี) ในการรักษา

มรดกภูมิปัญญาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ : ด้านพิธีกรรม (ดนตรี) ในการรักษา[1]

 

โจลมะม้วต

               “โจลมะม้วต” หมายถึง พิธีกรรมการรักษาผู้ป่วยโดยการทรงเจ้า ซึ่งเป็นพิธีกรรมของคนไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ที่ยอมรับและปฏิบัติต่อเนื่องกันมา โดยในอดีตชุมชนชาวไทยเชื้อสายเขมรร่วมกันจัดงานพิธีกรรม “โจลมะม้วต” ในช่วงเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยวจนถึงฤดูทำนา เพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อความสุขความเจริญในหมู่บ้าน จนกระทั่งเป็นประเพณีประจำปีของชุมชน สำหรับพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมร มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโจลมะม้วต คือ เรื่องการบูชาครู การรักษาผู้ป่วย และการเสี่ยงทาย พิธีกรรมโจลมะม้วต แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ

           ๑) การเข้าทรงเพื่อทำนายและรักษาความเจ็บป่วย เรียกว่า “บ็องบ้อด” ผู้ทำหน้าที่ร่างทรงจะเชิญเทพเทวดาอารักษ์มาเข้าร่างทรง โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำนายและเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่คนทั่วไป หรือคนเจ็บป่วย ช่วยเหลือชาวบ้านที่เข้ามาพึ่งพาตามความเชื่อในท้องถิ่น เมื่อร่างทรงจะทำพิธี “บ็องบ้อด” จะเลือกดนตรี ซึ่งแล้วแต่ว่าเทพองค์ใดจะโปรดปรานดนตรีชนิดใด เช่น ดนตรีกันตรึม เป็นต้น

           ๒) การทำพิธีไหว้ครูประจำปี (การบูชาครู) เรียกว่า “มะม้วต” เป็นพิธีกรรมที่เป็นสิริมงคลและสร้างความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน โดยจะมีชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดปะรำพิธี เครื่องเซ่นบูชาครู เครื่องดนตรีหรือวงกันตรึม จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับคนที่มาร่วมพิธี  

music01 music02

 

พิธีกรรมการโจลมะม้วต ถือว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจในยามที่มีปัญหาและไม่สามารถหาทางออกได้  เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน สามารถสร้างความอบอุ่น ปลอดภัยแก่คนในหมู่บ้าน และเป็นพิธีกรรมที่ให้ชาวบ้านได้หนีจากความเจ็บปวดทางใจได้ทางหนึ่ง ซึ่งการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจะมีการบรรเลงดนตรีประกอบและมีการร่ายรำตามจังหวะและทำนองเพลงตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นพิธีกรรม โจลมะม้วตจึงเป็นพิธีกรรมที่มีลักษณะของการรักษาความเจ็บป่วยด้วยเสียงดนตรี โดยอาศัยการร่ายรำประกอบการบรรเลงดนตรีประกอบด้วย ปัจจุบันโจลมะม้วตได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖

 

 พิธีกรรมตือรี

          “ตือรี” คือ พิธีกรรมที่ใช้ดนตรีในการประกอบพิธีการรักษาโรคของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โรคดังกล่าวเชื่อว่าเป็นโรคที่เกิดจากวิญญาณชั่วร้าย โดยมีเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาคนไข้ เดิมมีซอรือบับเพียงอย่างเดียว ผู้สีซอ คือ โต๊ะบอมอหรือพ่อหมอรักษาคนไข้ 

“ตือรี” หรือ “มะตือรี” เป็นความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ก่อนการนับถือศาสนาอิสลาม ทำนองเดียวกัน ชาวไทยพุทธชายแดนภาคใต้จะเรียก “โต๊ะครึม” หรือ “ลิมนต์” ตำนานตือรีเดิมเป็นกษัตริย์หนุ่มจากอินเดีย ชาวมลายูเรียกท่านว่า “รายอมูดอ” (รายอ = กษัตริย์, มูดอ = หนุ่ม) ชาวบ้านบางคนยังเชื่อว่ารายอมูดอ คือ วิญญาณหรือสายลมคอยช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ท่านจะมาเข้ามาทรงเมื่อมีการบรรเลงตือรีเท่านั้น บางตำนานเล่าว่า รายอมูดอ แห่งเมืองปาฆาฮโยง ต้องการเล่นว่าวศักดิ์สิทธิ์ชื่อว่า บรือมะอัน แต่พระมารดาไม่อนุญาต รายอมูดอจึงเสียพระทัยและประชวร ไม่มีแพทย์ผู้ใดรักษาให้หายได้ จนกระทั่งนักพรตชราผู้หนึ่งบอกว่า ต้องรักษาด้วยดนตรีมะตือรีเท่านั้น พร้อมกับทำ

พิธีขอขมาว่าวศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย เมื่อรายอมูดอปฏิบัติตามแล้วก็หายประชวร จึงมีการเฉลิมฉลองด้วยการแสดงพื้นบ้าน เช่น วายัง (หนังตะลุง) หรือมะโย่ง โดยผู้แสดงมะโย่งนั้นเชื่อว่าตือรีเป็นต้นกำเนิดของมะโย่ง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่า การเล่นดนตรีตือรีเป็นดนตรีพิธีกรรมที่ใช้เฉพาะในการรักษาคนไข้ที่เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของคุณไสยเท่านั้น การแสดงดนตรีตือรีเพื่อการรักษาคนไข้ของชาวไทยมุสลิมนี้ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ โดยที่คนใดคนหนึ่งเป็นผู้คิดค้นขึ้นตามสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และสภาพสังคมในขณะนั้น

           เหตุที่นำดนตรีมาประกอบพิธีกรรมรักษาโรค เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่ามีพี่น้องชายหญิง ๒ คน คือ อาริปดีแม และปะตือรีบอซู อยู่มาวันหนึ่งคนพี่ คือ อาริปดีแม ล้มป่วยรักษาเท่าไรก็ไม่หาย จนกระทั่งผู้ป่วยฝันว่าได้พบกับโต๊ะซาแฮผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านบอกว่าโรคนี้รักษาด้วยยาต่าง ๆ ไม่มีวันหาย นอกจากต้องไปหาโต๊ะนูยง คือหมอดู ภายหลังอาริปดีแมทราบว่าเขาถูกวิญญาณตายายทำโทษ จึงไปหาหมอดูให้ช่วยดูและทำพิธีกรรมรักษา ด้วยการเตรียมเครื่องบูชาครู มีหมาก พลู ยาเส้น อย่างน้อย ๓ คำ เงินบูชาครูอีก ๑๒ บาท พร้อมทำพิธีตือรี ใช้ดนตรี คือ ซอรือบะ ๑ คัน กลองฆือแนหรือกลอง ๒ หน้า จำนวน ๒ ใบ ฆ้อง ๒ ใบ ปี่ และขันทองเหลืองหรือปี๊บ สำหรับตี ๑ ใบ ในที่สุดก็หายป่วย เพราะมีความเชื่อว่าวิญญาณไม่ได้ทำโทษเขาอีกแล้ว

           พิธีตือรี จัดทำพิธีที่บ้านผู้เจ็บป่วย อาจจัดในบ้านหรือชานบ้าน ในการทำพิธีตือรีจะประกอบด้วยบอมอ (พ่อหมอ) ซึ่งเรียกว่า โต๊ะมีโนะ มีหน้าที่ขับร้องลำนำสรรเสริญเชื้อเชิญเทพเจ้า วิญญาณของบรรพบุรุษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อีกคนหนึ่งเรียกกันว่า โต๊ะตือรี หรือ คนทรงเจ้า ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างดวงวิญญาณกับโต๊ะมีโนะ และมีคนเล่นดนตรีบรรเลงคู่กับการขับลำนำ ๖ – ๗ คน ได้แก่ คนสีซอรือบับ ๑ คน คนตีกลอง ๒ คน คนตีฆ้อง ๒ คน คนเป่าปี่ ๑ คน และคนตีขันทองเหลืองหรือปี๊บ อีก ๑ คน โดยโต๊ะมีโนะและโต๊ะตือรีจะนั่งหันหน้าไปทางผู้ป่วย ผู้เล่นดนตรีทุกคนนั่งทางขวามือของโต๊ะมีโนะ

music03 music04

            บนเพดานดาดด้วยผ้าขาวที่ขึงไว้สี่มุม แทนฉัตรกั้น เพราะรายอมูดอเป็นวรรณะกษัตริย์ ใกล้กับผู้เจ็บป่วยเป็นที่จัดวางเครื่องบูชาและเครื่องสังเวย เช่น ดอกไม้ แป้งหอม กล้วย อ้อย รวมทั้งพานข้าวเหนียวขาว พานข้าวเหนียวเหลือง และพานข้าวเหนียวแดง แต่ลพานปักเทียนไข ๓ เล่ม นอกจากนี้มีหมากพลู ยาฉุน สีเสียด และเงินค่าบูชาครูจำนวน ๑๒ บาท

  พิธีเริ่มด้วยพ่อหมอเผากำยานและใช้ฝ่ามือทั้งคู่รมควัน จากนั้นเริ่มบรรเลงเพลงซอ และตามด้วยเสียงทับ เสียงฆ้อง และเสียงขันทองเหลือง เพลงที่ใช้บรรเลงเริ่มด้วยเพลงรายอมูดอ ต่อด้วยเพลงเสนา เพลงนายพราน และเพลงอื่น ๆ เมื่อคนทรงเริ่มมีอาการสั่นรัว แสดงว่าวิญญาณรายอมูดอเข้าทรงแล้ว ดนตรีจึงหยุดบรรเลง จากนั้นมีการถามและตอบระหว่างพ่อหมอและรายอมูดอในร่างคนทรง ต่างใช้ภาษามลายูท้องถิ่นภาคใต้ ช่วงทำพิธีตือรีอยู่นั้น หากผู้เจ็บป่วยมีอาการทุเลาสามารถลุกขึ้นนั่งได้ พ่อหมอจะให้ผู้เจ็บป่วยจุดเทียนไข ๓ เล่ม และเอามือรมควันกำยาน จากนั้นเชิญวิญญาณรายอมูดอเข้าร่างผู้เจ็บป่วย ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการสั่นรัวอยู่ครู่หนึ่ง ขณะเดียวกันพ่อหมอจัดถวายสิ่งของต่าง ๆ ตามที่บนบานไว้ ต่อมาเมื่อมหรสพ เช่น มะโย่งที่เตรียมไว้เริ่มแสดง รายอมูดอก็ออกจากร่างทรง เป็นอันเสร็จพิธีแก้บนด้วยตือรี

 แม้ว่าคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพิธีกรรมตือรีในอดีต จะส่งผลต่อความเชื่อของคนในชุมชนและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพิธีกรรมตือรีถือได้ว่าเป็นการกระทำหรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องวิญญาณ จึงทำให้การรักษาพยาบาลด้วยตือรีค่อย ๆ สูญหายไปจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ท่ามกลางสังคมสมัยใหม่ในปัจจุบัน

  

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.ประพนธ์ เรืองณรงค์. (๒๕๕๘). ๑๐๐ เรื่องเมืองใต้. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพ ฯ : อมรินทร์.สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส. (๒๕๖๐). แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม. (แบบ มภ. ๒). เอกสารอัดสำเนา.

 

 

 


[1] เรียบเรียงโดย กลุ่มศูนย์ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม