Print

มรดกภูมิปัญญาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ : ด้านการแพทย์พื้นบ้าน

มรดกภูมิปัญญาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ : ด้านการแพทย์พื้นบ้าน[1]

 

การย่างไฟ


 

treatment011 treatment012

 

 

        การย่างไฟเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยวิธีหนึ่งของการแพทย์พื้นบ้านอีสาน ใช้รักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น ตกต้นไม้ ควายชน หรือรถจักรยานยนต์ล้ม ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุมีอาการเคล็ด ขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว แผลถลอก โดยการย่างไฟมีจุดเด่นในการแก้อาการเจ็บป่วย ช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนดี
ทำให้เลือดกระจายและป้องกันเลือดตกในหรือเลือดคั่งค้าง เป็นการใช้ความร้อนที่เหมาะสมผ่านตัวยาสมุนไพร เพื่อให้ออกฤทธิ์และความร้อน ไออุ่นจะทำให้น้ำมันหอมระเหยในสมุนไพร ช่วยบำบัดเลือดลมในร่างกาย
ให้เป็นปกติ

การย่างไฟ มีการนำแคร่มาวางไว้ที่โล่ง ติดไฟใช้ไม้ฟืนหรือถ่าน จากนั้นเทข้าวเปลือกที่นึ่งใหม่แล้วเกลี่ยกระจายให้ทั่วบริเวณแคร่ตามที่ต้องการ จากนั้นวางสมุนไพรลงบนแคร่ให้ทั่ว (แล้วแต่สูตรตำรับ) ปูผ้าหรือเสื่อที่ชุบน้ำแล้วบนชั้นของสมุนไพร (ต้องชุบน้ำก่อนย่างเสมอและหลังจากย่างได้ ๒ – ๓ ชั่วโมง ต้องพรมน้ำให้ชุ่ม) สมุนไพรที่ใช้ในการย่างไฟ ประกอบด้วย กลุ่มที่ ๑ สมุนไพรส่วนผสมหลัก จำนวน ๑๑ ชนิด ได้แก่ แดง ตะไคร้หอม เถาเอ็นอ่อน เปล้าใหญ่ เปล้าน้อย พลับพลึง ไพล มะขาม ละหุ่ง หนาดและข้าวเหนียว และกลุ่มที่ ๒ สมุนไพรส่วนผสมรอง จำนวน ๑๖ ชนิด ได้แก่ กระบก กระเทียม โกทา ขมิ้นชัน ขิง เจตมูล เพลิงแดง ชะพลู ดีปลี เตยหอม ถั่วแฮเปล้า ตองแตก เป็นต้น

การย่างไฟ จึงถือเป็นทั้งกระบวนการปฐมพยาบาลและรักษาผู้ที่ประสบอุบัติเหตุที่มีการใช้มานานนับร้อยปี โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในภาคอีสาน ปัจจุบันยังคงมีการถือปฏิบัติอยู่หลายชุมชน โดยมีหลักการปฏิบัติเหมือนกัน แต่อาจมีตำรับยาที่ใช้ในการย่างไฟแตกต่างกัน ทั้งนี้ การย่างไฟ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 การสักยา

การสักยา เป็นภูมิปัญญาในการรักษาโรคประเภทหนึ่ง เช่น สักเพื่อลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการปวดบวมตามข้อ ถอนพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะพิษจากแมงมุมกัด การสักทำให้ผิวหนังเป็นรู เพื่อให้น้ำยาซึมเข้าสู่บริเวณที่เป็นปัญหาโดยตรง ส่วนน้ำมันที่ใช้มีลักษณะเป็นน้ำกระสายยา ช่วยให้ยาเดินได้ดีขึ้น สำหรับภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ น้ำยาที่ใช้ประกอบการสักและวิธีการสัก

 น้ำยาที่ใช้ประกอบการสัก ประกอบด้วย ว่านกระจาย ว่านแก้เส้นขอด ว่านขมิ้นขาว ว่านถอนพิษร้อยแปดและน้ำมันบึ้งแดง (ถ้าไม่มี ให้ใช้น้ำมันเลียงผาแทน แต่คุณภาพจะด้อยกว่าน้ำมันจากบึ้งแดง) การเตรียมน้ำยาเพื่อใช้ในการสัก ให้นำหัวว่านสดทั้งหมดมาหั่นให้เป็นชิ้นบาง ๆ แล้วนำไปหุงกับน้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันงา โดยมีคาถากำกับในการสัก ส่วนการจับบึ้งแดงมาใช้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าถูกบึ้งกัดอาจตายได้

 

treatment013   treaatment014


 

วิธีการสักเริ่มจากการหยดน้ำยาลงบริเวณที่ต้องการรักษา เช่น กรณีรักษาพิษ ให้หยดน้ำยารอบ ๆ ปากแผล แต่ถ้ารักษาอาการปวดเมื่อย ให้หยดน้ำยาไปตามเส้นที่ต้องการรักษาอาการปวด จากนั้นใช้เข็มสักบริเวณที่มีหยดน้ำยาทุกหยด ๕ – ๖ ครั้ง แทงบริเวณผิว ๆ ไม่ลึกเหมือนการสักยันต์ เมื่อน้ำยาแห้งแล้ว ใช้สำลีชุบน้ำมันบึ้งแดงหรือน้ำมันเลียงผาเช็ดบริเวณที่สักไว้ ตำรับพ่อแพง นาคะอินทร์ มีคาถาในขณะเช็ดน้ำมันว่า “โอมสามเฒ่า โอมสามแก่ โอมสามพาข้าว โอมเฒ่าผีโพง โอมเฒ่าผีพาย โอมสหายยาเด้อ มนตร์อันนี้ กูซิอ่อยเลือดขึ้น มนตร์อันนี้กูซิอ่อยเลือดลง ว่าซิลงเลือดแล้วกูซิเป่าเลือดหมู่นี้ให้มันมุ่นบัดนี้แล้วนครโอมสะหะโอมสหายยาเพ้อ” (คาถาสลายเลือด)

 จากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปัจจุบันการสักเพื่อรักษาโรคลดลง การสักเพื่อใช้ในการรักษาโรคยังคงพบหมอสักได้เพียงบางพื้นที่ของภาคอีสาน เช่น จังหวัดสกลนคร อุดรธานี มหาสารคามและบางส่วนในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงราย การสักยา ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๗

 

  

เอกสารอ้างอิง

 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม.




[1] เรียบเรียงโดย กลุ่มศูนย์ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม