Print

ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑,๐๐๐ ดวง

ภูมิปัญญาอันเกี่ยวเนื่องกับประเพณีลอยกระทงในไทย :

ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑,๐๐๐ ดวง

 

          ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ ถือเป็นประเพณีของคนในสังคมลุ่มน้ำซึ่งประกอบอาชีพทางการเกษตร โดยปรากฏทั้งในประเทศอินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา และไทย สำหรับประเทศไทยกำหนดวันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติไทย ส่วนปฏิทินจันทรคติล้านนามักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน และตามปฏิทินสุริยคติบางปีเทศกาลลอยกระทงก็จะมาตรงกับเดือนตุลาคมด้วย แต่ที่นิยมจัดคือ ในคืนวันเพ็ญเดือน ๑๒ สำหรับในประเทศไทย การลอยกระทงเป็นประเพณีที่ชาวไทยสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยและเอกสารร่วมสมัยก็ไม่ปรากฏชื่อ “ลอยกระทง” เท่าที่ปรากฏกล่าวได้ว่าในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง มีเพียงชื่อ “เผาเทียน เล่นไฟ” โดยมีความหมายอย่างกว้าง ๆ ว่าการทำบุญไหว้พระ งานเผาเทียนเล่นไฟจึงเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงนั่นเอง

          การลอยกระทงของจังหวัดตาก นิยมปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น แต่เดิมเรียกว่า ประเพณีลอยกระทงสาย ถือเป็นประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตชุมชนชาวจังหวัดตากที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำปิง การลอยกระทงสายมีปฏิบัติในพื้นที่ จำนวน ๒ แห่ง คือ อำเภอบ้านตาก ณ ลานชมปิง อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก และอำเภอเมืองตาก ณ ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี อำเภอเมือง จังหวัดตาก ซึ่งอำเภอบ้านตาก เป็นอำเภอแรกที่เริ่มต้นประเพณีลอยกระทงสายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่อมาจึงแพร่หลายมายังอำเภอเมืองตาก และเทศบาลเมืองตากได้มีการฟื้นฟูประเพณีดังกล่าวขึ้นมา โดยการผสมผสานวิถีชีวิตของบรรพชน ภูมิปัญญาชาวบ้าน ความเชื่อและความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ผนวกเข้ากับงานศิลปวัฒนธรรมหล่อหลอมรวมกันจนเป็นรูปธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมถึงมีแห่งเดียวในประเทศไทยหรือหนึ่งเดียวในโลก เนื่องจากส่วนประกอบของกระทง มีการใช้กะลามะพร้าวมาลอยเป็นสาย รวมทั้งภายในกะลามีด้ายดิบฟั่นเป็นรูปตีนกาหล่อด้วยเทียนขี้ผึ้ง สำหรับเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟก่อนที่จะปล่อยลงลอยไปตามกันตลอดจนไม่ขาดสาย เรียกว่า “การลอยกระทงสาย”เกิดแสงไฟระยิบระยับลอยตามร่องน้ำเป็นสายยาวต่อเนื่องนับ ๑,๐๐๐ ดวง จึงมีการใช้ชื่อว่า “ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง” เช่นในปัจจุบัน

ในอดีตชาวเมืองตากมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิง วิถีชีวิตของชาวตากจึงมีความผูกผันกับสายน้ำที่เปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองตากมานานหลายชั่วอายุคน จากความกตัญญูรู้คุณต่อสายน้ำ ก่อให้เกิดประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญู ในสมัยก่อนนั้นไม่ได้เรียกชื่อว่าประเพณีลอยกระทงแต่จากคำบอกเล่าของท่านพระครูพิทักษ์บรมธาตุ (ครูบาพาน) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก รวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านได้เล่าให้ฟังว่า ต้นกำเนิดประเพณีลอยกระทงสาย ถือกำเนิดมาจาก“ประเพณีตามประทีป” (ต๋ามประติ้ป) ของชาวตำบลเกาะตะเภา อำเภอบ้านตาก ซึ่งนิยมถือปฏิบัติสืบต่อ
กันมาจนเป็นจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น เชื่อว่าน่าจะมากกว่า ๒๐๐ ปี กล่าวคือ เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ชาวบ้านในหมู่บ้านทุกครัวเรือนจะไปวัดกันเพื่อทำพิธีทางศาสนา คือ ฟังธรรมและจุดฝ้ายสืบชะตาตัวเอง โดยการนำด้ายดิบมาวัดวาตามความยาวของแขนที่กางออกทั้งสองข้างแล้วเด็ดออก จากนั้นนำด้ายที่วัดวาแล้วมาวัดที่ศีรษะแล้วเด็ดออก นำด้ายที่วัดรอบศีรษะมามัดต่อเข้ากับด้ายเส้นเดิม การกระทำเช่นนี้
เป็นความเชื่อของผู้เฒ่าผู้แก่ ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับตนเอง ด้ายฟั่นที่เหลือจากการวัดวาก็จะนำมาฟั่นให้เป็นรูปตีนกาชุบน้ำมันมะพร้าวใส่ถ้วยดินเผา เรียกว่า ผางประทีป แล้วนำไปจุดที่วัด โดยมีความเชื่อว่า
แสงไฟจากตีนกาจะเป็นการบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์

โดยในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ พระสงฆ์ทุกรูปจะมาชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีกรรม ณ บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถี มีพิธีกรรมประกอบด้วย การสวดบริกรรมคาถาบูชาเจดีย์และการประดับประทีปรอบเจดีย์
โดยชายฉกรรจ์ที่มีร่างกายแข็งแรงจะเป็นผู้ทำหน้าที่นำผางประทีปใส่ตีนกาชุบน้ำมันมะพร้าวจุดไฟไปวางตามชั้นต่าง ๆ ของเจดีย์ ตั้งแต่ยอดลงมาถึงฐานล่าง มองดูสว่างไสวสวยงาม โดยมีความเชื่อว่าการตามประทีปเป็นการบูชาองค์เจดีย์ยุทธหัตถีและเป็นการบูชาพ่อขุนรามคำแหงเมื่อครั้งพระองค์ทำศึก ณ ที่แห่งนี้ด้วยเมื่อเสร็จพิธีกรรม ชาวบ้านจะตีฆ้องตีกลองลงจากพระบรมธาตุเพื่อมายังบริเวณท่าน้ำพระธาตุ ก่อนลอยกระทง พระสงฆ์จะนำกล่าวขอขมาบูชาพระแม่คงคา ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า เมื่อพระสงฆ์ลอยกระทงผ้าป่านำแล้ว ก็จะมีพระสงฆ์รูปอื่น ๆ ลอยกาบกล้วยใส่ธูปขี้ผึ้ง ต่อจากพระสงฆ์ก็จะเป็นกาบกล้วยของชาวบ้านตามลำดับ ภายหลังเมื่อหัวหน้าปกครองบ้านเมือง หรือตำแหน่งปัจจุบัน คือ นายอำเภอบ้านตาก ได้พายเรือออกตรวจราชการเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับราษฎร
ผ่านมาเห็นการตามประทีปของพระสงฆ์และชาวบ้านลอยเป็นสาย แสงไฟสว่างไสวสวยงาม เกิดความชื่นชอบเป็นอย่างมาก จึงสนับสนุนให้จัดประเพณีตามประทีปนี้ขึ้นเป็นประจำทุกปี

 

nov64 (4) nov64 (12)

 

“การตามประทีป” ได้แพร่หลายไปยังอำเภอใกล้เคียง และมีการปรับเปลี่ยนวัสดุจากกระทงกาบกล้วยมาเป็นกระทงกะลามะพร้าว โดยราวประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ ชุมชนหัวเดียดเป็นชุมชนแรกที่นำกะลามะพร้าวมาลอยกระทง เนื่องจากภูมิปัญญาชาวบ้านมีการนำเอามะพร้าวมาแปรรูปทำเป็นอาหารว่าง เรียกว่า “เมี่ยง” ส่วนกะลามะพร้าวจะถูกทิ้งไว้ในบริเวณบ้าน โดยไม่มีการนำเอามาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเกิดความคิดสร้างสรรค์นำกะลามะพร้าวมาลอยกระทงแทน ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ จังหวัดตากจึงเริ่มมีพิธีลอยกระทงเช่นเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปการลอยกระทงไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ต้องมีกระทงที่ประดิษฐ์ขึ้นลักษณะคล้ายดอกบัวบาน แต่ของจังหวัดตากใช้กระทงไม่เหมือนจังหวัดอื่น ๆ คือ ใช้กะลามะพร้าวเป็นตัวกระทง จุดเริ่มต้นการลอยกระทงสายครั้งแรกเริ่มจากท่าน้ำวัดพร้าวไปถึงท่าน้ำศาลากลางจังหวัดตาก รวมระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร โดยวัดพร้าวเป็นวัดที่มีผู้ร่วมแรงร่วมใจกันมากในเรื่องนี้ กล่าวคือ ก่อนถึงกำหนดการลอยกระทงสาย จะตระเวนไปที่ต่าง ๆ เพื่อขอกะลามะพร้าวตามบ้าน ซึ่งก็มีผู้เต็มใจเก็บรวบรวมไว้ให้ด้วยแรงศรัทธาเป็นประจำทุกปี เมื่อได้กะลามะพร้าวมาแล้วก็จะนำมารวมกันไว้ที่วัดพร้าว ซึ่งมีจำนวนมากนับหมื่นใบ จากนั้นนำเอาขี้ไต้ คือ น้ำมันยางที่ได้จากพืชต้นยางเคี่ยวผสมกับขี้เลื่อยเศษไม้เล็ก ๆ ปั้นเป็นก้อนใส่ไว้ที่ก้นกะลาเตรียมไว้ เมื่อถึงคืนวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ชาวบ้านก็จะนำกะลามะพร้าวมาเตรียมไว้เพื่อลอยที่ท่าน้ำวัดพร้าว พอได้เวลาค่ำจึงจุดไฟขี้ไต้ในกะลาแล้วปล่อยให้ลอยตามลำน้ำปิงเป็นระยะห่างเท่า ๆ กัน ติดต่อกันไปโดยไม่ขาดสาย แสงไฟสว่างไสวเป็นสายตามลำน้ำ เกิดความสวยงามเป็นที่ประทับใจสำหรับผู้ที่พบเห็น

ประเพณีลอยกระทงสายของจังหวัดตาก หากจัดแบ่งยุคสมัยตามวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการประดิษฐ์กระทงกะลาแล้ว สามารถจัดแบ่งได้ ๓ ยุค ดังนี้

                   ยุคที่ ๑ อาศัยความสะดวกและเรียบง่ายในการจัดหาวัสดุ ไม่ได้คำนึงถึงความสนุกสนานครื้นเครงและไม่มีเป้าหมายของการลอยกระทงให้เป็นสาย วัสดุกระทงกะลา ประกอบด้วย กะลามะพร้าว
ซังข้าวโพด และน้ำมันโซลาสำหรับเป็นเชื้อเพลิง

                   ยุคที่ ๒ ยังคงรักษาไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม แต่มีการสร้างความสนุกสนานครื้นเครงและมีเป้าหมายในการลอยกระทงให้เป็นสาย วัสดุกระทงกะลา ประกอบด้วย กะลามะพร้าว และขี้ไต้สับเป็นท่อนสำหรับเป็นเชื้อเพลิง

                   ยุคที่ ๓ ยุคปัจจุบัน ได้ฟื้นฟูประเพณีลอยกระทงสายขึ้นมา แต่ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้โดยการนำเอาพระพุทธศาสนา ผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำกะลามะพร้าวมาลอยกระทง ความเชื่อในตำนานการฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา ผนวกเข้ากับงานศิลปวัฒนธรรม และพัฒนารูปแบบการลอยกระทงสายในชุมชนมาเป็นการประกวดแข่งขัน เน้นความสนุกสนานครื้นเครง วัสดุกระทงกะลา ประกอบด้วย กะลามะพร้าว ด้ายดิบฟั่นเป็นรูปตีนกา และเทียนขี้ผึ้งสำหรับเป็นเชื้อเพลิง

 


nov64 (2) 

         

ประเพณีลอยกระทงสายในยุคปัจจุบัน ได้มีการพัฒนารูปแบบการลอยมาเป็นการประกวดแข่งขันกันอย่างยิ่งใหญ่ โดยเชิญชวนชาวบ้านจากชุมชนต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษาจัดส่งกระทงสายเข้าประกวดตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ เป็นต้นมา ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้า ฯ พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศในการประกวดกระทงสาย ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระประทีป สำหรับอัญเชิญลงลอยเป็นกระทงปฐมฤกษ์ในการเปิดงานเพื่อเป็นสิริมงคล และในปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระประทีปร่วมลอยด้วย

          วิธีการประดิษฐ์กระทงกะลา โดยการนำกะลามะพร้าวมาขัดถูจนสะอาด ภายในกะลาใส่ด้ายดิบที่ฟั่นเป็นรูปตีนกาแล้วหล่อด้วยเทียนขี้ผึ้ง ซึ่งนำมาจากเทียนจำนำพรรษาที่พระสงฆ์จุดเพื่อทำพิธีสวดมนต์ในโบสถ์วิหารตลอดสามเดือน หลังจากออกพรรษาชาวบ้านจะนำเทียนขี้ผึ้งเหล่านั้นมาหล่อใส่ในกะลา สำหรับเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟก่อนที่จะปล่อยลงลอย ซึ่งถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้นำไปลอย ทั้งนี้ การจุดไฟที่ด้ายซึ่งฟั่นเป็นรูปตีนกานั้น ถือเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า แสงไฟจะสร้างความสว่างไสวให้กับชีวิต
ของตน

          ส่วนการลอยกระทงสาย ในคืนวันเพ็ญ เดือน ๑๒ แต่ละหมู่บ้านแต่ละชุมชนจะรวบรวมกระทงกะลาไว้พร้อม พอถึงช่วงค่ำเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น จึงจุดไฟที่มีด้ายฟั่นเป็นรูปตีนกา แล้วปล่อยกระทงกะลา
ให้ลอยตามลำน้ำปิงเป็นระยะห่างเท่า ๆ กัน ติดต่อกันไปโดยไม่ขาดสาย แสงไฟสว่างไสว เป็นสายตามลำน้ำ ประกอบกับแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านจังหวัดตากจะมีสันทรายใต้น้ำ ทำให้เกิดเป็นร่องน้ำที่สวยงามเป็นธรรมชาติ กระทงจะไหลไปตามร่องน้ำดังกล่าว ทำให้ดูเป็นสายยาวต่อเนื่อง มีแสงไฟในกะลาส่องแสงระยิบระยับ
เต็มท้องน้ำ เป็นที่ประทับใจสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น

          ปัจจุบันเทศบาลเมืองตากได้พัฒนารูปแบบการลอยกระทงสาย จากเดิมเป็นการลอยในชุมชนเท่านั้น มาเป็นการลอยกระทงสายในระดับจังหวัด เรียกว่า “ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑,๐๐๐ ดวง”
โดยการจัดงานเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันศึกษา และชุมชน จำนวน ๑๖ ชุมชนในจังหวัดตาก ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลอยกระทงสาย ดังนี้

          - จัดเตรียมกะลา พร้อมตกแต่งให้สวยงาม จำนวน ๑,๐๐๐ ใบ

          - ออกแบบและจัดทำกระทงนำและกระทงปิดท้าย ด้วยวัสดุธรรมชาติ

          - จัดเตรียมและฝึกซ้อมการแสดงบนเวทีประกอบการลอย (การเชียร์) ให้กับกลุ่มเยาวชนในชุมชน

          - จัดเตรียมและออกแบบชุดแต่งกายและรูปแบบขบวนแห่สำหรับพิธีเปิดงาน

          โดยในคืนวันแรกของการจัดงาน จะมีขบวนแห่ ริ้วขบวนสื่อถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี
ลอยกระทงสาย เรื่องราวความเป็นมา วิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของชุมชน พร้อมการแสดงประกอบขบวน
ที่พร้อมเพรียงกัน เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบในริ้วขบวนแสดงถึงวัฒนธรรมไทย ผู้ร่วมขบวนทุกคน
มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำให้เกิดความเป็นระเบียบสวยงามต่อเนื่อง เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชม และในคืนวันถัดไป จะจัดให้มีกิจกรรมการแข่งขันลอยกระทงสาย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ ความพร้อมเพรียง และความรักสามัคคีของคนในชุมชน ตระเตรียมกระทงนำหรือแพผ้าป่าน้ำ กระทงตามหรือกระทงกะลา

และกระทงปิดท้ายให้พร้อมสรรพ เมื่อทุกขั้นตอนพร้อมเรียบร้อย เริ่มต้นด้วยการลอย “กระทงนำ” หรือ
แพผ้าป่าน้ำ ก่อนลอยจะทำพิธีจุดธูปเทียนแล้วกล่าวคำขอขมา เพื่อเป็นการบูชาพระแม่คงคา และบูชา
รอยพระพุทธบาทตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พร้อมถวายผ้าป่าน้ำแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงนำลงลอยเป็นอันดับแรก ตามมาด้วย “กระทงตาม” ซึ่งใช้กะลามะพร้าวที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ภายในกะลา
ใส่ด้ายดิบที่ฟั่นเป็นรูปตีนกา แล้วหล่อด้วยเทียนขี้ผึ้งเป็นไส้สำหรับจุดไฟก่อนปล่อยลงลอย โดยแบ่งหน้าที่กันดังนี้ กลุ่มหนึ่งจะจัดกะลาเรียงพร้อมจุดไฟ อีกกลุ่มหนึ่งจะส่งกะลาที่จุดไฟแล้วให้ผู้ที่ทำหน้าที่ปล่อยลงน้ำ
ให้เป็นจังหวะ เกิดเป็นสายเรียงต่อเนื่อง เกิดเป็นแสงไฟระยิบระยับไปตามสายน้ำ เมื่อครบ ๑,๐๐๐ ใบ
แล้วปิดท้ายด้วย “กระทงปิดท้าย” ซึ่งมีลักษณะเหมือนกระทงนำ แต่มีขนาดเล็กกว่าและมีสัญลักษณ์
ให้ทราบว่าได้สิ้นสุดการลอยของสายกระทงนั้นแล้ว ในขณะที่ทำการลอยกระทงสายอยู่นั้นจะมีกองเชียร์
ร่วมร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานครื้นเครง เป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ทำการลอย เพลงที่นำมาร้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับประเพณีไทยหรือวิถีชีวิตของชุมชน

 

nov64 (3) nov64 (1)
  

 

          จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงเห็นได้ว่า ประเพณีลอยกระทงสาย เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันจัดขึ้น
ในแต่ละชุมชน โดยผู้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานตามกำลังศรัทธา ร่วมกันร้องรำทำเพลง ซึ่งก่อให้เกิดความสนุกสนานครื้นเครง เกิดความรักความสมัครสมานสามัคคีกันเป็น
หมู่คณะของคนในชุมชนและสังคม ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนและเผยแพร่เป็นงานในระดับจังหวัด เรียกว่า
“ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑,๐๐๐ ดวง” โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีดังกล่าวให้คงอยู่คู่กับเมืองตาก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตาก ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับชุมชน สังคมและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศและได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยหรือหนึ่งเดียวในโลกในที่สุด

ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑,๐๐๐ ดวง ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดตาก ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐

 

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตาก. (๒๕๖๐). แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

(แบบ มภ. ๒). เอกสารอัดสำเนา.