Print

ประเพณีสำคัญเนื่องในเทศกาลออกพรรษา : ประเพณีลากพระ

ประเพณีสำคัญเนื่องในเทศกาลออกพรรษา : ประเพณีลากพระ

ประเพณีลากพระ (บางท้องถิ่นเรียกว่า “ประเพณีชักพระ”) เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคใต้ที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานานมากแล้วตั้งแต่ครั้งบรรพชน การที่เรียกชื่อประเพณีนี้ว่า “ประเพณีลากพระ” เพราะหมายเอาการใช้แรงจากการพายเรือลากพระไปในแม่นํ้าลำคลองหรือคนจำนวนหนึ่งดึงเชือกลากพระไปบนถนนหรือเส้นทางที่ใช้เป็นทางเดินประจำ สมัยก่อนการลากพระนิยมลากกันทางนํ้าเป็นส่วนมาก ต่อมามีการลากพระทางบกหรือบนถนนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการลากพระยังคงมีทั้งสองลักษณะ หลักฐานเก่าสุดที่เป็นเอกสารเท่าที่พบแล้วเกี่ยวกับการลากพระหรือประเพณีลากพระ คือ บันทึกของภิกษุอี้จริงที่มาหยุดที่นครศรีธรรมราชเพื่อเดินทางต่อไปอินเดีย ซึ่งสมัยนั้นเรียกชื่อว่า ตามพรลิงค์ หรือจีนออกเสียงเป็น “ตั้งเหม่ยหลิง” หรือ “ตันเหม่ยหลิว” หรือ “โฮลิง”เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๒ (พ.ศ.๑๑๐๐ เศษ) กล่าวถึง คนเมืองนี้นำพระพุทธรูปลงในยานพาหนะแล้วช่วยกันดึงเชือกลากไปหรือแบกแห่ไป มีประโคมดนตรี ดังข้อความว่า “พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งมีคนแห่แหนนำมาจากวัดประดิษฐานบนรถหรือบนแคร่ มีพระสงฆ์และฆราวาสหมู่ใหญ่แวดล้อมมา มีการตีกลองและบรรเลงดนตรีต่าง ๆ มีการถวายของหอมดอกไม้และถือธงชนิดต่าง ๆ ที่ทอแสงในกลางแดด พระพุทธรูปเสด็จไปสู่หมู่บ้าน ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ภายใต้เพดานกว้างขวาง”

sep64 (8) sep64 (7)

 

นอกจากนี้วรรณกรรมมุขปาฐะของไทยภาคใต้ ประเภทเพลงร้องเรือเด็ก (เพลงกล่อมเด็ก) ยังได้บันทึกด้วยความจำเกี่ยวกับเรื่องราวของการลากพระเอาไว้ว่า

 

ฮา เอ่อ ไปไหนเหอ ไปปล้ะหัวนอนสักเดียว

 

ไปเซ้อสารเหนียว แทงต้มลากพระ

 

อี้ถูกอี้แพง อี้แดงไม่ละ

 

แทงต้มลากพระ วัดสระหัวนอน บ้าน เอ่อ เหอ

 

(จำจาก นางเฟื่อง คุระศรี และนางฟอง ธรรมชาติ)

 

เพลงร้องเรือบทนี้มีคำว่า “ลากพระ” เป็นการบ่งชี้ว่าประเพณีนี้เรียกแต่โบราณมานานแล้วว่า “ประเพณีลากพระ” ในการปฏิบัติประเพณีลากพระอย่างหนึ่งคือ การแทงต้ม หมายถึง การทำต้มด้วยข้าวเหนียวผัดกะทิแล้วนำไปห่อและต้ม โดยใช้ใบจากอ่อนและใบกะพ้อห่อ ถ้าใบจากจะทำเป็นลูกยาว ๆแล้วใช้เชือกพันรอบ ๆ และมัดดึงหัวท้ายให้ตึง ถ้าทำกับใบกะพ้อจะทำเป็นรูปสามเหลี่ยมสอดใบกะพ้อให้ซ้อนขัดกันแล้วดึงให้แน่น ไม่ต้องใช้เชือกมัดแต่อย่างใด การจะใช้ใบจากหรือใบกะพ้อขึ้นอยู่กับพืชพันธุ์วัสดุในท้องถิ่น สถานที่อยู่ใกล้แม่นํ้าลำคลองมักใช้ใบจากอ่อนเพราะมีต้นจากมาก สถานที่อยู่ไกลแม่นํ้าลำคลองมีต้นกะพ้อมากก็มักใช้ใบกะพ้อ การทำที่สอดพับสลับไปมาให้แน่นนั้นเรียกว่า การแทง เป็นการใช้ปลายของใบจากหรือใบกะพ้อพับหรือม้วนสอดนั่นเอง ต้มจึงเป็นขนมสัญลักษณ์ของประเพณีลากพระ เพราะใช้ต้มถวายพระลาก ถวายพระที่วัด และมอบให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้มีพระคุณ และบุคคลทั่วไป ในวันลากพระจึงมีต้มออกมาให้เห็นจำนวนมากหลากหลายแหล่งหลายที่ที่มีการลากพระ

 

ประเพณีลากพระ กล่าวกันว่าสืบเนื่องมาจากการที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาทางบันไดแก้วจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ทรงโปรดพระพุทธมารดา (พระนางสิริมหามายาซึ่งไปเสวยพระชาติเป็นเทพมหามายาในสวรรค์ชั้นดุสิต) เมื่อพระองค์เสด็จลงมา บรรดาพุทธสาวกและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากก็ไปรับเสด็จมีการนำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้า เนื่องจากมีผู้คนและอาหารจำนวนมาก ผู้ที่อยู่ด้านหลังเข้าไปไม่ถึงองค์พระพุทธเจ้า จึงนำเอาใบไม้ห่อและมัดส่งไปตามลำดับจนถึงองค์พระพุทธเจ้า บ้างก็ซัดห่อภัตตาหารไปที่พระพุทธเจ้า และห่อภัตตาหารลงในบาตร การถวายภัตตาหารในวันนี้เรียกว่า “ตักบาตรเทโวโรหนะ” หรือ “ตักบาตรเทโว” คือ ตักบาตรในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ในวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑และวันต่อมาวันแรม ๑ คํ่า เดือน ๑๑ เป็นวันออกพรรษา ก็จะมีการลากพระ ประหนึ่งว่ารับเสด็จพระพุทธเจ้ากลับสู่ที่ประทับนั่นเอง แต่ในการลากพระนั้นจะมีรายละเอียดต่าง ๆ หลายประการ

 

เริ่มจากการเตรียมการจัดทำหรือตกแต่งเรือพระให้มีความสวยงามตามที่ต้องการ ซึ่งบางวัดจะใช้เวลานานและผู้มีฝีมือทางด้านศิลปะจะต้องช่วยเหลือกัน เพื่อให้เรือพระของวัดตน หมู่บ้านตนมีความสวยงาม ยิ่งประกวดด้วยแล้วก็จะชมบรรดาฝีมือศิลป์ทั้งหลายอย่างพร้อมเพรียง บางวัดลงทุนสูงเพื่อหมายเอาชนะการประกวด บางแห่งมีการประกวดรับถ้วยพระราชทาน ฯ เป็นรางวัลสูงสุด ดังนั้น จึงมีการทำเรือพระอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของวัดตนหมู่บ้านตน จุดเด่นที่ต้องทำให้สวยงามคือ พนมพระหรือบุษบก (ชาวไทยภาคใต้เรียกว่า นมพระ) ก่อนถึงวันลากพระจริง จะมีการ “คุมพระ” (ประโคมดนตรี) หนึ่งวันหนึ่งคืน ดนตรีที่มักใช้กัน ตะโพน ปืด และระฆัง (เหล็กแผ่น) บางที่ไม่มีปืด (คล้ายกลองสองหน้าเป็นเครื่องดนตรีไทยภาคใต้) เด็ก ๆ ก็จะช่วยกันคุมพระหรือตีดนตรีดังกล่าวนี้ตลอดเวลาไม่มีการหยุด หากไม่มีเด็กตี ผู้ใหญ่ก็จะเข้ามาตีแทนที่ เสียงคุมพระหรือประโคมดนตรีก็จะได้ยินทั่วทั้งหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นต้มที่ทำกันก็จะนำไปถวายพระลาก บ้างก็ห้อยแขวนที่พระหัตถ์ บ้างก็ใส่ภาชนะตั้งใกล้องค์พระลาก

 

เมื่อถึงวันลากพระก็จะช่วยกันอัญเชิญพระลากไปลงเรือพระหรือพาหนะที่เตรียมไว้ กรณีลากพระบกจากนั้นก็จะพายเรือเพรียวลากพระไปจากท่านํ้าวัดสู่จุดหมายที่นัดรวมเรือพระหรือที่วัดใดวัดหนึ่ง ถ้าลากพระบกก็จะใช้เชือกเส้นใหญ่สองเส้นคล้องที่พาหนะที่เป็นที่ประทับพระลาก (มักเรียกว่าเรือพระเช่นกัน)แล้วช่วยกันลากไป ในขณะที่ลากไปนั้นจะมีการร้องเพลงลากพระ มีการร้องนำด้วยต้นเสียงหนึ่งคนหรือหลายคนพร้อม ๆ กันว่า “อีส้าละพา” และผู้ที่ลากพระร่วมกัน หรือฝีพายที่จ้วงนํ้าพายเรือไปก็จะรับว่า
“เฮโล ๆ” ถ้าต้นเสียงว่าซํ้าก็จะรับเช่นนี้ทุกครั้งไป ส่วนเนื้อร้องจะเป็นการว่าของพ่อเพลงแม่เพลง เมื่อจบ อี้สาละพา เฮโล ๆ แล้ว เช่น “คนนั้นแกใสเสื้อเขียวหยุดเดียวก่อนต้า มาช่วยลากพระกันต้าสาวเหย”ครั้นแม่เพลงว่าจบ ผู้ร่วมลากพระก็จะรับต่อว่า “อี้ส้าละพา เฮโล ๆ” การขับร้องเพลงลากพระก็จะมีเรื่อยไปเปลี่ยนเนื้อร้องไปตามต้องการเป็นลักษณะกลอนปฏิภาณ (ภาษาไทยภาคใต้เรียกว่า มุตโต) เพื่อความสนุกสนานและไม่รู้สึกเหนื่อย ใครที่จะทำบุญถวายต้มพระพุทธเจ้า ก็จะแอบเรือเข้าไปเอาต้มใส่ที่เรือพระ ถ้าไกลก็ซัดไปที่เรือพระก็จะมีคนรับ พระบกก็เช่นกันก็จะทำเช่นเดียวกัน คำที่ถวายต้มหรือทำบุญใส่บาตรเรือพระบกใช้คำว่า “ตักบาตรหน้าล้อ” ก็มี เมื่อเรือพระถึงจุดนัดพบก็จะจอดเรือพระไว้ที่นั่นหนึ่งวันหนึ่งคืน เพื่อร่วมกันทำบุญใส่บาตร ส่วนมากก็นำต้มไปถวายพระลาก และนำเหรียญหรือธนบัตรใส่ลงในบาตรพระลากหรือบาตรที่ตั้งด้านหัวเรือพระ

 

สิ่งที่ประกวดประขันกันคือ ความสวยงามของเรือพระ และพนมพระหรือบุษบก (ภาษาไทยภาคใต้เรียก นมพระ) เรือพระที่ส่งเข้าประกวดก็จะมีการตัดสินกันในวันที่เรือพระไปถึง บางแห่งตั้งรางวัลไว้สูงทั้งถ้วยพระราชทาน ฯ ถ้วยบุคคลสำคัญ และเงินรางวัล นอกจากนี้ยังมีการให้ช่วยค่าใช้จ่ายในการทำเรือพระพนมพระแก่ทุกวัดด้วยก็มี แสดงให้เห็นถึงการส่งเสริมประเพณีซึ่งเป็นศิลปะและวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยภาคใต้ เมื่อครบตามกำหนดแล้วก็จะช่วยกันลากเรือพระกลับวัด เชื่อกันว่าเรือกสวนไร่นาใครที่เรือพระผ่านไปจะมีพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ชาวไทยภาคใต้จึงชอบที่จะให้เรือพระผ่านไปทางไร่นาของตน เรือพระวัดใดได้รับรางวัลชนะเลิศก็จะลากไปอวดในที่ต่าง ๆ ก่อนจะลากเรือพระกลับวัด และบางครั้งมีการลักเรือพระเรียกค่าไถ่ หากไม่เฝ้าให้ดี แต่มักเป็นเรือพระที่สวยงาม ทั้งนี้ เพื่อความสนุกสนานนั่นเอง

 

ในการจัดประเพณีลากพระยังมีกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งคือ การแข่งเรือเพรียวซึ่งเป็นเรือที่มีลักษณะยาวและผอม ไม่เหมือนเรือยาวของไทยภาคกลางที่ลำเรือจะอ้วนกว่า ในการแข่งขันเรือเพรียวนั้นจะจัดกัน ๒-๓ วัน แบ่งออกเป็นประเภทหรือรุ่นต่าง ๆ มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ การแข่งขันเรือเพรียวเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของแต่ละวัดและตัวแทนหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะถึงวันลากพระแข่งเรือเพรียวแต่ละวัดหรือแต่ละหมู่บ้านที่ส่งเรือเพรียวเข้าแข่งขันก็จะมีการฝึกซ้อมฝีพายอย่างเอาจริงเอาจัง ฝีพายจะคัดเลือกจากชายฉกรรจ์ของชุมชนหรือหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีเรือที่มาจากต่างจังหวัดภาคอื่น ๆ ลงแข่งขันก็มี การแข่งขันเจ้าความเร็วทางน้ำประเภทเรือเพรียวนี้เป็นที่นิยมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพชน นอกจากการแข่งเรือเพรียวแล้วยังมีรายการบันเทิงต่าง ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน เช่น แข่งกลองยาว ประกวดเทพีประเพณีลากพระแข่งมวยทะเล แข่งจับเป็ด และพายเรือกระทะ เป็นต้น กลางคืนมีการแสดงหนังตะลุง มโนห์รา เพลงบอกและดนตรีลูกทุ่ง เป็นต้น ที่อำเภอปากพนังมีการเล่นซัดหลุด (โคลนตม) บริเวณทะเลในด้วย ส่วนมากมักจะเป็นการเล่นของหนุ่มสาว

 

ประเพณีลากพระเป็นประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันในภาคใต้ของประเทศไทย นับวันว่าจะจัดฉลองประเพณีลากพระยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นตามลำดับ ภูมิปัญญาหลักที่มีในประเพณีนี้คือ การแสดงออกถึงการบูชาศรัทธาในพระพุทธศาสนา การแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ การสร้างความสามัคคีการสร้างความบันเทิงและรักษาสิ่งดี ๆ มีคุณค่าของไทยเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป ประเพณีลากพระในภาคใต้ที่นิยมจัดอย่างยิ่งใหญ่และมีผู้คนไปร่วมกิจกรรมมากคือ ที่อำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร และอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา และอำเภอเมือง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีจัดทั่วไปในภาคใต้ที่มีขนาดกิจกรรมย่อมลงไป เชื่อว่าประเพณีลากพระในภาคใต้ของประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน ทั้งนี้ เพราะแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนายังมีอยู่อย่างเข้มแข็งและเข้มข้นนั่นเอง

 

ประเพณีลากพระ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล มรดกภูมิปัญญาทาง

 

วัฒนธรรมของชาติ. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). มรดกวัฒนธรรมภาคใต้. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.