Print

มรดกภูมิปัญญาประเภทจิตรกรรมและประติมากรรม : พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

มรดกภูมิปัญญาประเภทจิตรกรรมและประติมากรรม : พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

       พะเยาเป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งในแผ่นดินล้านนา ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองพะเยาในอดีตกาลที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้จากร่องรอยมรดกทางวัฒนธรรมอันหลากหลายที่บรรพบุรุษแต่โบราณได้สั่งสมไว้อย่างมากมาย เป็นต้นว่า โบราณสถาน โบราณวัตถุ วัดวาอาราม ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ของมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านั้นจะถูกทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคน หรือผุพังไปตามธรรมชาติและกาลเวลาก็ตาม ปัจจุบันนี้ยังคงปรากฏร่องรอยและสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองหลงเหลืออยู่และเป็นที่น่าภาคภูมิใจว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของเมืองพะเยา ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองพะเยาและจะต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยในองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ ประติมากรรมหินทราย โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

          จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี พบว่า พระพุทธรูปหินทรายที่มีลักษณะแบบอย่างจนถือว่าเป็นศิลปะสกุลช่างพะเยา มีเป็นจำนวนมาก โดยกระจัดกระจายตามเมืองโบราณและวัดร้าง จากหลักฐานดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าเกิดความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพุทธศาสนา เพราะพระพุทธรูปเปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนขององค์พระศาสดาในศาสนาพุทธ เพื่อให้คนที่เคารพนับถือได้มากราบไหว้บูชา เมื่อได้สักการบูชาแล้ว ก่อให้เกิดความสุขทางจิตใจและส่งผลให้ผู้คนที่นับถือได้เรียนรู้และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธในที่สุดจึงมีการส่งต่อความเชื่อที่ให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากนี้ยังพบประติมากรรมหินทรายรูปแบบอื่นที่มีความเชื่อมโยงกับคติความเชื่อของศาสนาพุทธ เป็นต้นว่าประติมากรรมที่เป็นรูปช้างประดับใต้ฐานพระพุทธรูป ลักษณะเป็นช้างล้อม มีทั้งหมอบหรือยืน ประติมากรรมรูปสิงห์ที่ใช้ประดับทางเข้าพระวิหาร บ้างก็แกะเป็นสถูปเจดีย์เล็ก ๆ รวมไปถึงมีการแกะเป็นรูปบัวที่ใช้ประดับบนหัวเสา เป็นต้น ซึ่งหลักฐานที่กล่าวมานี้ ขณะนี้ได้ถูกจัดเก็บและจัดแสดง ณ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ และพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว วัดลี

aug64 (13) aug64 (14)

 

        เหตุสำคัญที่มีการนำเอาหินทรายมาทำเป็นประติมากรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากพื้นที่ในเมืองพะเยามีแหล่งหินทรายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเป็นหินทรายที่มีคุณภาพ มีลักษณะเป็นสีอมชมพูและมีสายแร่ออกสีทองผสมผสานอยู่ด้วย ง่ายต่อการแกะสลัก และเมื่อนำมาแกะสลักแล้วก็เกิดความงดงาม ละเอียดประณีต ประกอบกับในยุคนั้น เมืองพะเยามีช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญการแกะสลักหินทรายอยู่เป็นจำนวนมาก และสอดคล้องกับหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการเชื่อกันว่า ในสมัยที่ขุนเจืองธรรมิกราช กษัตริย์ที่ครองเมืองพะเยาสืบต่อจากพ่อขุนศรีจอมธรรม ได้ขยายอิทธิพลไปครองดินแดนถึงอาณาจักรขอมและเมืองแกวเมืองญวน (เขมรและเวียดนามในปัจจุบัน) ได้กวาดต้อนและนำช่างฝีมือที่มีความสามารถส่งกลับมายังเมืองพะเยา หลักฐานที่มีความเชื่อมโยงกันมากที่สุด ได้แก่ ประติมากรรมหินทรายสกุลช่างพะเยากับหลักฐานการจำหลักศิลาที่ปรากฏในนครวัดนครธม ในระยะที่อาณาจักรภูกามยาวหรือเมืองพะเยาก่อร่างสร้างตัวในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นั้น เป็นช่วงระยะที่ศิลปะมหายานของปาละกำลังรุ่งเรืองอย่างสุดขีด ศิลปะสกุลช่างพะเยาจึงได้รับอิทธิพลศิลปะแบบปาละเข้ามาด้วย ภายหลังปรากฏว่ามีอิทธิพลศิลปะแบบเชียงแสนเข้ามามีบทบาทร่วม โดยเฉพาะช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๑ ดังนั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ค้นพบ จึงน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงนั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นศิลปะที่โดดเด่น ได้แก่ ประติมากรรมหินทราย โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทราย    

 

จากการศึกษาพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา โดยการศึกษารูปแบบของพระพุทธรูป ศึกษาแหล่งหินทรายที่ถูกนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ศึกษาคติความเชื่อและกรรมวิธีในการสร้างพระพุทธรูปหินทรายแล้วสามารถสรุปสาระสำคัญได้ว่า

 

๑) เป็นงานช่างฝีมือดั้งเดิม เนื่องจากมีการศึกษา สำรวจและตรวจสอบแล้ว ปรากฏเป็นข้อมูลหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเป็นงานประติมากรรมที่มีการแกะสลักหินทรายมาแต่ดั้งเดิม มีอายุสมัยอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๒๒ ซึ่งเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาได้ขยายมาสู่อาณาจักรล้านนาอย่างแพร่หลาย ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ที่พบว่า งานประติมากรรมส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

๒) มีคติความเชื่อของผู้คนตั้งแต่ในยุคสมัยที่มีการสร้างหรือประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ แล้วนำไปถวายเป็นพุทธบูชา เป็นต้นว่ามีการสร้างพระพุทธรูปจากการแกะสลักหินทราย หรืองานประติมากรรมจากหินทรายอื่น ๆ ได้แก่ รูปสิงห์ ช้าง บัวหัวเสา สถูปเจดีย์เล็ก ๆ รวมไปถึงจารึกหินทราย ล้วนมีความเชื่อโยงกับคติความเชื่อที่ว่าการได้กระทำใด ๆ ก็ตามที่เป็นพุทธบูชา ย่อมจะเกิดอานิสงส์ บุญญาธิการ มีความเป็นสิริมงคล และเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วย่อมจะนำผลบุญและกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ไปสู่ความสุขสงบในสวรรค์วิมานชั้นฟ้าซึ่งสถิตอยู่บนเขาพระสุเมรุในจักรวาล

 

๓) งานประติมากรรมพระพุทธรูปหินทราย มีขั้นตอนพิธีการสร้างพระพุทธรูปหินทราย โดยจะมีพิธีกรรมเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนไปเอาหินทราย ซึ่งจะต้องมีการบนบานศาลกล่าว จุดธูปเทียนบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ภูมิเทวดาที่รักษายังขุนเขาแห่งนั้น ก่อนการเริ่มแกะสลักเป็นองค์พระก็จะต้องมีพิธีกรรม มีขันตั้งไหว้ครู ตลอดจนท่องคาถาประกอบการแกะสลักในแต่ละส่วนขององค์พระพุทธรูป จนกระทั่งเมื่อเสร็จสิ้นการแกะสลักเป็นองค์พระสมบูรณ์แล้ว ยังมีพิธีกรรมในการนำไปถวายยังวัดวาอารามต่าง ๆ จนกระทั่งเข้าสู่พิธีพุทธาภิเษกและพิธีเบิกเนตร

 

จากการศึกษารูปแบบของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถสรุปรูปแบบลักษณะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนี้

 

๑) เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินชิ้นเดียวทั้งองค์ โดยพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาส่วนใหญ่จะนิยมแกะสลักจากหินชิ้นเดียว ตั้งแต่พระพุทธรูปที่มีขนาดเล็กจนถึงที่มีขนาดใหญ่ บางองค์มีหน้าตักกว้างถึง ๒.๕๐ เมตร และสูงถึง ๓ เมตร เช่น พระพุทธรูปหินทรายที่เป็นพระประธานของวัดยั้งหย้อง ซึ่งเป็นวัดร้างที่ตั้งอยู่บริเวณประตูชัย หรือพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดสุทธิวราราม เป็นต้น

 

๒) ลักษณะเม็ดพระศกของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

 

                   ๒.๑ เม็ดพระศกเป็นตุ่มกลม ซึ่งแยกออกเป็น ๒ แบบ ได้แก่

 

                             - แบบที่ ๑ ทำเป็นตุ่มกลมขนาดเล็กเรียว เรียงต่อเนื่องกันอย่างเป็นระเบียบ

 

- แบบที่ ๒ ทำเป็นตุ่มกลมขนาดใหญ่

 

                             สำหรับการทำเม็ดพระศกที่เป็นตุ่มกลมนั้น เป็นรูปแบบที่ปรากฏอยู่โดยทั่วไปของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา คงมีที่มาจากขมวดพระเกศาของพระพุทธรูปสำริด แต่เนื่องจากเป็นหินทราย ทำให้การทำขมวดพระเกศาแบบก้นหอยของพระพุทธรูปหินทรายทำได้ยาก

 

                   ๒.๒ เม็ดพระศกเป็นตารางสี่เหลี่ยม อาจกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา และคงเกิดขึ้นหลังเม็ดพระศกแบบทำเป็นตุ่มกลมเล็กน้อย และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ศิลปะสกุลช่างพะเยาเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ซึ่งมีอายุอยู่ในราวต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รูปแบบที่ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ แบบ คือ

 

                             - แบบที่ ๑ ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมต่อเนื่องกันอย่างเป็นระเบียบ

 

                             - แบบที่ ๒ ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมคล้ายกับปิรามิด กล่าวคือ มีลักษณะเช่นเดียวกับแบบที่ ๑ แต่มีส่วนยอดแหลมเป็นทรงกรวยรูปสี่เหลี่ยมคล้ายปิรามิด

 

          ๓) รูปแบบของสังฆาฏิของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา มีลักษณะไม่ค่อยแตกต่างไปจากพระพุทธรูปสำริดในล้านนาโดยทั่วไป โดยรวมแล้วอาจแบ่งได้เป็น ๒ แบบ คือ

 

                   ๓.๑ สังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ลักษณะเช่นนี้พบน้อยมาก พระพุทธรูปที่ทำสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ส่วนใหญ่จะมีอิทธิพลมาจากพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง

 

                   ๓.๒ สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา นิยมทำสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี แต่จะมีข้อแตกต่างกันที่ขนาด โดยมีตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลางและทำเป็นแผ่นขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันของชายสังฆาฏิ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ปลายตัดตรง ปลายแยกออกเป็นสองแฉกและโค้งเข้าหากันคล้ายเขี้ยวตะขาบ หรือปลายแยกออกเป็นสองแฉก ลักษณะเป็นริ้วยาวพับซ้อน ๆ กัน  

 

นอกจากนี้ จากการศึกษาหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่ สามารถกำหนดอัตลักษณ์ของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา โดยแยกตามกลุ่ม ได้ดังนี้

 

กลุ่มที่ ๑ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเกลี้ยง พระพักตร์กลม พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกเล็ก พระโอษฐ์ยิ้มเล็กน้อย พระหนุเป็นปม และมีพระวรกายอวบอ้วน

 

กลุ่มที่ ๒ พระพุทธรูปในกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย กล่าวคือ พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระขนงโก่งเป็นวงโค้ง พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกเล็กและโด่ง ขอบพระโอษฐ์เป็นเส้นคู่

 

กลุ่มที่ ๓ พระพุทธรูปในกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่เริ่มปรากฏลักษณะของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาอย่างแท้จริง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานหน้ากระดานเกลี้ยงมีขนาดค่อนข้างใหญ่หรือใหญ่มาก พระพักตร์ออกเป็นทรงสี่เหลี่ยมและค่อนข้างกลม พระขนงไม่โก่งมากแนวพระเนตรเกือบเป็นเส้นตรง พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนาและเกือบเป็นเส้นตรง เม็ดพระศกจะทำเป็นตุ่มกลม พระวรกายค่อนข้างใหญ่ พระอุระนูนและใหญ่ ปลายนิ้วพระหัตถ์เสมอกัน

 

กลุ่มที่ ๔ พระพุทธรูปในกลุ่มนี้แสดงว่าได้ผ่านวิวัฒนาการทางด้านรูปแบบจนเกิดลักษณะเฉพาะเป็นศิลปะสกุลช่างพะเยาอย่างแท้จริง ตามข้อสันนิษฐานน่าจะเป็นยุคที่เจริญสูงสุดทางด้านรูปแบบ กล่าวคือ ลักษณะของพุทธศิลปะ จะต้องมีแรงบันดาลใจมาจากพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งและแบบสุโขทัยผสมผสานกันจนเกิดความงดงามที่มีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปที่สร้างจากสำริด เป็นต้นว่า พระพุทธรูปปางมารวิชัยมีพระพักตร์กลม พระนาสิกเล็ก พระหนุเป็นปมเล็กน้อย เม็ดพระศกเป็นตุ่มกลม เรียงกันอย่างเป็นระเบียบและมีพระเกตุมาลาทรงสูง

 

กลุ่มที่ ๕ ลักษณะพระพุทธรูปในกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงการมีวิวัฒนาการขั้นสูงสุด คือ มีความหลากหลายทางด้านรูปแบบ และน่าจะเป็นยุคสุดท้ายของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ลักษณะเด่น ๆ ได้แก่มีพระวรกายเตี้ยลง พระเกตุมาลาสูงขึ้น บางองค์ถูกแกะสลักเป็นพระอัครสาวก บางองค์ไม่มีเม็ดพระศก บางองค์มีลักษณะแบบทรงเครื่อง คือ สวมศิราภรณ์ บางองค์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะแบบพระโอษฐ์อมยิ้มและโดยรวมแล้ว ลักษณะจะเป็นแบบพื้นเมืองผสม

 

จากการศึกษารูปแบบของพุทธลักษณะของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาส่วนหนึ่งที่พบไม่มากนัก ปรากฏว่ามีส่วนพระพักตร์และพระเศียรคล้ายกับพระแก้วมรกต คือ มีพระพักตร์ค่อนข้างกลมและไม่ทำเม็ดพระศก ซึ่งตรงกับข้อสันนิษฐานของนักวิชาการทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่า พระแก้วมรกตเป็นฝีมือการสร้างของช่างสกุลพะเยา – ล้านนา สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๓ - ๑๙๗๙

 

          แหล่งหินทรายแหล่งใหญ่ถูกพบบริเวณที่เรียกกันว่า บ่อสิบสอง อยู่ในเขตตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองจังหวัดพะเยา มีลักษณะเป็นเนินเขาที่ทอดตัวมาจากภูเขาที่มีการสำรวจและพบว่าเป็นแหล่งโบราณคดี
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สำหรับแหล่งอื่น ๆ ในปัจจุบัน จากหลักฐานที่ยังพอหลงเหลืออยู่ เป็นพื้นที่โบราณสถานเวียงลอ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอจุน จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งที่พบประติมากรรมหินทรายและพระพุทธรูปหินทรายเป็นจำนวนมากเช่นกัน ในอดีตงานแกะสลักหินทรายเป็นพระพุทธรูป ถือว่าเป็นประติมากรรมชิ้นเอก เนื่องจากช่างผู้แกะสลักต้องใช้ฝีมือที่เต็มไปด้วยความปราณีตบรรจง ถ่ายทอดจิตวิญญาณผ่านการประกอบพิธีกรรมเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่จะต้องสืบเสาะหาหินทรายตามแหล่งต่าง ๆ เมื่อพบแล้วก็จะจุดธูปเทียนบอกกล่าวพร้อมทั้งอธิษฐานจิตถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำเอาหินทรายไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อได้หินทรายแล้วก็จะนำไปแกะโดยการขึ้นรูปก่อนตามขนาดที่ต้องการ อาจขึ้นรูปเป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง ๓ นิ้ว ๕ นิ้ว ๗ นิ้ว ๙ นิ้ว หรือมากกว่านี้ แล้วแต่ขนาดของหินทราย

 

ก่อนเริ่มการแกะสลักองค์พระ จะต้องมีขันตั้งไหว้ครู ประกอบด้วย หมาก ๓ ก้อน หมาก ๓ ขด พลู ๓ ใบ ดอกไม้สีขาว ๓ ดอก เทียน ๓ เล่ม และเงิน ๑๒.๕๐ บาท จากนั้นจะต้องอธิษฐานจากการตั้งนโม ๓ จบแล้วกล่าวว่า “ข้าขออัญเจิญพระพรหมเสด็จมาอยู่ในอากาศ ข้าขออัญเจิญพระอินทร์สุวรรณุราช เสด็จเข้ามาอยู่แป้นมือซ้าย ข้าขออัญเจิญพระนารายณ์เสด็จอยู่แป้นมือขวา ข้าขออัญเจิญพระคงคาเสด็จมาอยู่ เป็นน้ำลายข้าขออัญเจิญพระพายเสด็จเข้ามาอยู่ในลมปาก ข้าขออัญเจิญพระนาคราชเสด็จเข้ามาอยู่เป็นสร้อยสังวาลย์ข้าขออัญเจิญพระกาฬเสด็จเข้ามาอยู่เป็นหัวใจ ข้าจักกระทำมังคะละ สิ่งอันใดขอหื้อเป็นกรรมสิทธิ์แกข้าทั้งครูบาธิยายอันมีในธรรม จุ่งมาจ้วยข้าจะกระทำมังคะละกรรมอันบังควร พันเต สิตะนาโถ นะเมอะ ตันตั๋งสุพะอะหัง ปุ๋ญนะ ปู๋จะนัง ปะเอ สันติ ปุตทะกุนนัง ขอหื้อเป็นกรรมสิทธิ์เมแก่ข้าเต๊อะ” หลังจากอธิษฐานเสร็จเรียบร้อย ก็นำน้ำส้มป่อยประพรมเครื่องมือแกะสลัก และนำเอาใบมะเดื่อ ใบขนุน ใบค้ำ เอามาปูรองนั่ง พร้อมกับขึ้นนั่งแกะสลักพระพุทธรูป ก่อนลงมือแกะเป็นรูปองค์พระ จะต้องนำเครื่องมือไปทำเครื่องหมาย โดยการขีดให้ลึกเป็นรูปบริเวณคอ ลำตัว หน้าพระ การขีดทำเครื่องหมายแต่ละที่ก็มีคาถาท่องไว้ที่ละ ๑ บท ถ้าจะแกะสลักเป็นพระเนตรและหน้าพระ ก็ต้องท่องบทคาถาอีกอย่างละ ๑ บท ภายหลังการแกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูปเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำไปถวายยังวัดวาอารามต่าง ๆ เพื่อเข้าพิธีมงคลที่เรียกว่า พิธีพุทธาภิเษก (คำอธิษฐานและคำไหว้ครู มีที่มาจากนายโป สมเครือ สืบทอดมาจากครูบาแก้ว คันธวังโส อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำซึ่งได้มาจากพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาอีกทอดหนึ่ง)

aug64 (15) aug64 (16)

 

จะเห็นได้ว่าคุณค่าของพระพุทธรูปหินทรายที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเมืองพะเยาได้ถูกสั่งสมและสืบทอดผ่านยุคสมัยต่าง ๆ นับตั้งแต่เมืองพะเยามีความสัมพันธ์กับอาณาจักรหริภุญชัยในสมัยของพระนางจามเทวีและรับเอาอิทธิพลทางพุทธศาสนาเข้ามาด้วย ที่พบเป็นหลักฐานชัดเจนคือยุคสมัยสุโขทัยและ อยุธยา ซึ่งเมืองพะเยาได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมาก รวมไปถึงได้นำเอาศิลปะแบบเชียงแสนเข้ามาปะปนผ่านการถ่ายทอดในงานประติมากรรมหินทราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

 

ดังนั้น นอกจากพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาจะเป็นประติมากรรมที่สำคัญที่ช่วยจรรโลงและสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ยังแสดงถึงรูปแบบศิลปะที่มาจากจิตวิญญาณของงานช่างฝีมือชั้นสูง ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดการสั่งสม สืบสานและถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษแต่โบราณ ซึ่งหากมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการขยายการศึกษาเรียนรู้ไปสู่ระบบการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ เช่น การถอดบทเรียนเพื่อจัดเก็บองค์ความรู้ด้านรูปแบบงานช่างฝีมือและพิธีกรรมในการแกะสลักพระพุทธรูปหินทราย เป็นต้น เพื่อกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกในคุณค่าและสาระสำคัญของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ให้เกิดขึ้นในกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป อันจะนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดังกล่าว โดยเฉพาะคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

 

พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดพะเยา ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และปรามินทร์ เครือทอง. (๒๕๔๖). พระแก้วมรกต. กรุงเทพ ฯ : มติชน.

 

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา. (๒๕๖๐). แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทาง

 

วัฒนธรรม (แบบ มภ. ๒). เอกสารอัดสำเนา.