Print

มรดกภูมิปัญญาประเภทจิตรกรรมและประติมากรรม : งานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร

 

มรดกภูมิปัญญาประเภทจิตรกรรมและประติมากรรม : งานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร

aug64 (7) aug64 (8)

         งานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร เป็นงานประณีตศิลป์ในกลุ่มงานช่างฝีมือดั้งเดิม จากการศึกษาของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ได้ระบุถึงหลักฐานเกี่ยวกับปูนปั้นที่เก่าที่สุดว่าอยู่ในยุคทวารวดีและมีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเมืองเพชรบุรีได้รับการขนานนามว่าเป็นอยุธยาที่มีชีวิต เพราะมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองและรุ่มรวยของงานศิลปกรรมหลากหลายแขนง โดยเฉพาะงานปูนปั้นที่ถือว่าเป็นงานสกุลช่างเมืองเพชรโดยแท้ เพราะงานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร มีเอกลักษณ์เฉพาะในด้านกรรมวิธีการผลิตปูน ความพิถีพิถันในการสร้างงาน การออกแบบลวดลายให้พลิ้วไหว มีการแทรกแนวความคิดของช่างปั้นลงไปในผลงาน ประกอบกับช่างผู้สร้างงานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรได้รับแรงบันดาลจากผลงานปูนปั้นชั้นครูที่ถือว่าเป็นเสมือนเพชรน้ำงามของเมือง มีปูนปั้นสมัยอยุธยา วัดเขาบันไดอิฐ วัดสระบัว วัดเกาะวัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นต้น

           หลักฐานเกี่ยวกับงานปูนปั้นในจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ตอบสนองเรื่องความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นงานปูนปั้นตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันมักจะปรากฏตามถาวรวัตถุและปั้นประดับศาสนสถานในทางศาสนา เช่น พระพุทธรูป เทวรูป ฐานพระประธาน หน้าบัน ซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถ วิหาร ฯลฯ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักฐานและร่องรอยของงานปูนปั้นในจังหวัดเพชรบุรี พบว่า งานปูนปั้นชิ้นเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี มีพัฒนาการที่สามารถย้อนไปได้ถึงสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่๑๒ - ๑๗) เช่น ประติมากรรมปูนปั้นจากโบราณสถานทุ่งเศรษฐี อำเภอชะอำ ประติมากรรมปูนปั้นถ้ำยายจูงหลาน อำเภอบ้านลาด ต่อมาคือ ปูนปั้นประดับปราสาทหินกำแพงแลง อำเภอเมือง ซึ่งเป็นปราสาทขอม สมัยลพบุรีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ คือ งานปูนปั้นประดับเจดีย์แปดเหลี่ยมในถ้ำเขาหลวง งานปูนปั้นประดับพระอุโบสถวัดสระบัว ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓งานปูนปั้นประดับพระอุโบสถวัดเขาบันไดอิฐ ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมัยอยุธยาตอนปลาย ในกลุ่มปูนปั้นวัดเกาะ วัดใหญ่สุวรรณาราม วัดไผ่ล้อม รวมถึงปูนปั้นประดับอาคารวัดมหาธาตุวรวิหาร ที่มีการผสมผสานฝีมือของช่างรุ่นเก่ากับช่างรุ่นใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ไว้อีกหลาย ๆ ท่าน

               งานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรเริ่มมีพัฒนาการต่อเนื่องจากช่วงปลายสมัยอยุธยาอย่างชัดเจนจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และพบว่ามีช่วงรอยต่อที่ยังขาดหลักฐานเกี่ยวกับงานปูนปั้นในช่วงรัชกาลที่ ๑ - ๓ จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา พบว่ามีการศึกษาข้อมูลตลอดจนประวัติศาสตร์ของงานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรที่เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามลำดับ

          โดยงานปูนปั้นสกุลช่างเพชรบุรี เป็นกรรมวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ โดยใช้ปูนที่ทำมาจากเปลือกหอยเผาไฟผสมน้ำอ้อยหรือสิ่งอื่น ๆ เช่น น้ำมันตังอิ้ว แต่มีปูนผสมเป็นส่วนใหญ่ ปูนผสมน้ำอ้อย หรือน้ำตาลอย่างปูนเพชรนี้จะมีความเหนียว สามารถปั้นเป็นรูปต่าง ๆ ได้และเมื่อแห้งแล้วจะแข็งตัว ทนแดดทนฝนได้ดี ปูนปั้นส่วนมากใช้เป็นเครื่องตกแต่งประดับอาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม ซึ่งมีทั้งที่เป็นลวดลาย รูปคน รูปสัตว์ต่าง ๆ ไปจนถึงพระพุทธรูป ปูนปั้นนี้เป็นที่นิยมในเมืองเพชรบุรีเพราะสามารถปั้นเป็นลวดลายต่าง ๆ ให้อ่อนช้อยได้ดังใจนึก โดยในกลุ่มของสำนักช่างต่าง ๆ ก็ต้องมีกรรมวิธีในการตำปูนที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสำนัก ซึ่งช่างปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรทุกคนจะต้องผ่านกรรมวิธีที่สำคัญของงานปูนปั้น คือ การตำปูนซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา ความอดทน และต้องเป็นคนช่างสังเกต จนเกิดการเรียนรู้ว่าเมื่อใดปูนที่ตำจะนำไปใช้งานได้การตำปูนนั้น เมื่อตำเสร็จจะต้องนำไปใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดไม่ให้อากาศเข้า มิเช่นนั้นปูนที่ตำจะแข็งตัว ปัจจุบันช่างปั้นนิยมใส่ปูนลงในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่น และนำไปแช่ในถังน้ำทั้งถุง เพื่อให้เนื้อปูนนิ่มอยู่ตลอดเวลา

การตำปูนปั้น คือ การนำส่วนผสม ๕ ชนิด ได้แก่ ปูนขาว ทรายละเอียด น้ำตาลโตนด กาวหนังกระดาษฟาง ใส่ลงในครกหิน คือ ครกที่หล่อด้วยปูนหรือจะใช้ครกไม้อย่างครกส้อมข้าว จากนั้นก็ตำจนกว่าส่วนผสมทั้ง ๕ อย่างจะเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งนี้ การเตรียมปูนขาว ต้องนำปูนขาวไปแช่น้ำหมักทิ้งไว้เป็นเวลา ๑ เดือน เรียกว่า การหมักปูน ก็เพื่อลดความเค็มของปูน ทั้งยังช่วยให้ปูนเหนียว เมื่อนำไปใช้จะจับตัวได้ดี จากนั้นจึงนำปูนที่ผ่านการหมักมาร่อนบนตะแกรงไม้ เพื่อแยกเศษปูนก้อนใหญ่ออกแล้วนำไปตากแดดจนเนื้อปูนแห้ง เรียกว่า ตากปูน สำหรับการเตรียมน้ำตาลโตนดและกาวหนังนั้น ให้นำน้ำตาลและกาวหนังมาเคี่ยวไฟให้เหนียวแบบยางมะตูมใส่ภาชนะเก็บไว้ ส่วนกระดาษฟางต้องนำไปแช่น้ำจนเปื่อยแล้วเก็บไว้ในภาชนะเตรียมใช้งาน

          ปูนปั้นเมืองเพชร มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ ปูนปั้น ปูนตำ ปูนเพชร เหตุที่เรียกปูนเพชรอาจจะเป็นเพราะว่า มีน้ำตาลโตนดเป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งในเนื้อปูน สำหรับช่างปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร ใช้ส่วนผสมพื้นฐานอย่างเดียวกัน ได้แก่ ปูนขาว ทรายละเอียด กาวหนัง กระดาษฟางที่แช่น้ำจนเปื่อยแล้วและน้ำตาลโตนด โดยมีอัตราส่วนที่ใช้ในการกำหนดส่วนผสมนั้นมีความแตกต่างกันไปดังนี้ อัตราส่วนแบบที่ ๑ ใช้ปูนขาว ๓ ขันทรายกับกระดาษ ๑ ขัน น้ำตาล ๑ ซองมือ (มือที่รวมนิ้วมือให้ห่อเข้า) อัตราส่วนแบบที่ ๒ ใช้ปูนขาว๓ กระป๋องนม ทรายกับน้ำตาล ๑ กระป๋องนม น้ำตาล ๑ ทัพพี และอัตราส่วนแบบที่ ๓ ใช้ปูนขาว ๓ ส่วนทราย ๑ ส่วน กระดาษ ๕ แผ่น น้ำตาล ๑ กะลา

          โดยการนำปูนขาวที่ตากแห้งแล้วพร้อมกับทรายใส่ครกโขลกให้เข้ากัน ฉีกกระดาษฟางที่แช่น้ำแล้วเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ครกโขลกต่อไปจนกระดาษฟางที่ฉีกผสมกลมกลืนกับปูนดี แล้วก็นำเอาน้ำตาลและกาวหนังที่เคี่ยวแล้วหยอดลงไป โขลกต่อไปให้เข้ากันดี ในขั้นนี้ผู้ตำปูนจะต้องคอยสังเกตและจับเนื้อปูนดูว่าได้ที่หรือยัง หากเห็นว่าแก่หรืออ่อนส่วนผสมใดก็ให้เพิ่มสิ่งนั้นลงไปแล้วโขลกต่อไปจนเข้ากันดี เมื่อเห็นว่าปูนที่ตำใช้ได้ดีแล้วก็ตักปูนใส่ภาชนะหรือพลาสติกปิดฝามิดชิด แล้วก็เริ่มตำปูนชุดใหม่ต่อไป เหตุที่ต้องเก็บรักษาปูนในภาชนะปิดมิดชิดนั้น เพราะปูนที่ตำเสร็จแล้วจะเริ่มแข็งตัวภายในเวลา ๑๐ นาที เมื่อปูนแข็งตัวจะไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก

          ขั้นตอนของการปั้นปูน ส่วนใหญ่การปั้นปูนของสกุลช่างเมืองเพชรก็มีกรรมวิธีที่คล้าย ๆ กัน ซึ่งทำตามอย่างที่ครูของแต่ละสำนักสั่งสอนมา แต่อาจมีช่างปั้นบางกลุ่มที่มีกรรมวิธีที่แตกต่างกันไปบ้าง ส่วนใหญ่ปูนปั้นที่พบเห็นมีขั้นตอนในการปั้น ดังนี้

aug64 (9) aug64 (10)

๑) การร่างแบบ ช่างจะร่างแบบด้วยการวาดลวดลายลงในกระดาษเท่าขนาดของพื้นที่ใช้งานจริงด้วยดินสอ จากนั้นก็ใช้ปากกาเคมีเส้นใหญ่วาดทับลงไปอีกชั้นเพื่อไม่ให้ลบ ขั้นตอนวาดลายนี้ช่างต้องหัดเขียนและออกแบบลวดลายเอง แต่ก็มีบางกลุ่มที่ช่างปั้นให้ช่างเขียนร่วมในการออกแบบและเขียนลายให้ เพราะงานบางอย่างต้องใช้ช่างฝีมือหลายแขนงร่วมกันในการทำงาน การฝึกหัดเขียนลายช่างปั้นจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับลายไทยพื้นฐาน ประกอบด้วย ๔ หมวด ได้แก่ กระหนก นารี กระบี่ คชะ กล่าวคือ

          - หมวดกระหนก เป็นลวดลายไทยต่าง ๆ อาทิ ลายกระหนก ลายประจำยาม ลายกระจัง ลายดอกพุดตาน

          - หมวดนารี หมายถึง ปั้นรูปพระนางเทวดา

          - หมวดกระบี่ หมายถึง รูปลิง ยักษ์ อสูร และพวกอมนุษย์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์

          - หมวดคชะ หมายถึง รูปสัตว์ต่าง ๆ ได้แก่ สัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เสือ สิงห์ กระทิง และสัตว์ในวรรณคดีที่เกิดจากจินตนาการที่เรียกว่า สัตว์หิมพานต์ เช่น ราชสีห์ คชสีห์ กินรี ครุฑ หงส์เป็นต้น

          ๒) การโกลนปูน ก่อนที่ช่างจะลงมือปั้นปูนด้วยปูนตำ ช่างจะนำตะปูไปปรุตามลวดลายที่เขียนไว้จนทั่ว เรียกว่า การปรุลาย จากนั้นก็จะใช้ลูกประคบ มีทั้งลูกประคบดำ - ขาว ลูกประคบดำทำจากถ่านหุงข้าวตำจนละเอียด ส่วนลูกประคบขาวทำจากดินสอพองเผาไฟจนสุกแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าขาวบางรวบชายผ้าทำเป็นลูกประคบ ใช้ลูกประคบตบลงเบา ๆ จนทั่วแบบที่ร่าง เพื่อให้ลายติดลงบนผนัง แล้วจึงโกลนลายโดยใช้ปูนเทือก คือ ปูนปั้นผสมน้ำกาวในปริมาณมาก ใช้เกรียงป้ายเทือกปั้นบาง ๆ เป็นเชื้อไปตามแบบที่ร่างพอหยาบ ๆ ให้เห็นพอเป็นรูปร่าง การโกลนจะช่วยให้ปูนปั้นยึดเกาะกับผนัง ปัจจุบันช่างจะใช้ปูนซีเมนต์โกลนลาย แต่ถึงจะใช้ปูนซีเมนต์ เวลาปั้นปูนก็จะต้องใช้ปูนเทือกป้ายบาง ๆ ลงบนปูนที่โกลนอีกครั้ง เพื่อประสานเนื้อปูนเก่ากับเนื้อปูนใหม่ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ ช่างนิยมใช้กาวผสานซีเมนต์ที่มีขายตามท้องตลาดแทนน้ำกาวและเทือกช่วยผสานเนื้อปูน เพราะใช้ง่ายและสะดวกกว่า การโกลนปูนนี้ ช่างที่โกลนจะต้องมีความแม่นยำเรื่องลวดลายอย่างมาก เพราะจะต้องรู้ว่าลายใดอยู่ล่าง ลายใดเป็นตัวทับ เพราะถ้าโกลนผิดรูปแบบ เวลาปั้นปูนก็จะเข้าใจลวดลายได้ยาก ยิ่งถ้าให้ช่างรุ่นใหม่ ๆ ที่ยังไม่ชำนาญก็จะปั้นไม่ได้ ทำให้ลายที่ปั้นผิดเพี้ยนไปการโกลนนี้ต้องใช้กับงานปั้นปูนทุกประเภททั้งแบบนูนต่ำ นูนสูง และแบบปั้นลอยตัว

          ๓) การปั้นปูนประดับตกแต่ง เมื่อปูนที่โกลนไว้เริ่มแข็งตัว ช่างจะนำปูนปั้นที่เก็บใส่ภาชนะมิดชิด โดยตักปูนออกมาเท่าที่จะใช้งานแล้วนำมานวดจนเนื้อปูนนั้นนิ่ม แล้วก็ค่อยปั้นไปตามลวดลายที่โกลนไว้ ในระหว่างนี้ก็จะต้องตกแต่งลายให้สวย ใช้เกรียงที่มีขนาดต่าง ๆ ลูบไล้เนื้อปูนจนเรียบ แล้วดูจังหวะในการบากลายให้สวยงาม การลูบปูนจะใช้เกรียงแตะน้ำสะอาดลูบเบา ๆ ไปในทางเดียวกัน ช่างจะต้องแม่นลายแม่นปูน เพราะถ้าปั้นช้าปูนก็จะแข็งตัวแก้ไขยาก ถ้าลูบปูนมากไปทรายก็จะขึ้นเป็นเม็ด ทำให้ผลงานดูไม่สวย สิ่งสำคัญคือ การบากลาย
เป็นวิธีใช้ด้านข้างของเกรียงกดลงไปในเนื้อปูนให้เป็นร่อง มีความลึก ตื้น ตามน้ำหนักของมือ การบากลายที่ได้จังหวะและพลิ้วไหว จะทำให้ลายที่ปั้นมีความงดงามดูเป็นธรรมชาติ

          ลวดลายที่ช่างนิยมนำมาเป็นแบบในการปั้นปูนของสกุลช่างเมืองเพชร ส่วนใหญ่ได้แบบลายมาจากผลงานปูนปั้นชั้นครูของจังหวัดเพชรบุรี โดยเป็นลายแบบประเพณีหรือลวดลายดั้งเดิม ซึ่งเป็นลวดลายสมัยอยุธยาตอนปลายสืบมาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่

          - หน้าบันปูนปั้นอุโบสถวัดเขาบันไดอิฐ ปั้นเป็นภาพครุฑยุดเหนี่ยว ลายก้านขดพุ่มช่อหางโต

          - หน้าบันปูนปั้นอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม ฝั่งตะวันออกปั้นเป็นภาพครุฑยุดเหนี่ยว ลายก้านขดยอดลายเป็นพุ่มช่อหางโต ฝั่งตะวันตกปั้นเป็นภาพพระนารายณ์เหยียบอสูร ลายล้อมด้วยลายพุ่มช่อหางโต

          - หน้าบันปูนปั้นอุโบสถวัดสระบัว ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกปั้นภาพพระนารายณ์เหยียบอสูรดูลวดลายคล้ายกับหน้าบันวัดใหญ่สุวรรณาราม แต่ลายเถาที่ตกแต่งมีขนาดเล็กกว่าและยังมีเสมาทำเป็นฐาน
ซ้อนกันสองชั้น ประกอบครุฑแบก ยักษ์แบก และสิงห์เพลิงที่งดงามมาก

          - หน้าบันปูนปั้นอุโบสถวัดเกาะ หน้าบันฝั่งตะวันออกปั้นเป็นภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ แวดล้อมด้วยกระหนกหางไหล ฝั่งทิศตะวันตกปั้นภาพเทพนม ตอนล่างเป็นภาพราหูอมจันทร์ ประกอบลายก้านขดแตกช่อเป็นนางอัปสรร่ายรำ

          - หน้าบันปูนปั้นอุโบสถวัดไผ่ล้อม มีการปั้นปูนประดับภายในอาคารหลังพระประธานเต็มผนัง เป็นภาพรอยพระพุทธบาทเขาสุมนกูฏในลังกาทวีป ประกอบกับภาพเรื่องพุทธโฆสนิทาน คือ ตำนานพระสงฆ์ไทยไปลังกา ด้านบนปั้นเป็นภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ แวดล้อมลายพุ่มช่อหางโต ส่วนหน้าบันด้านหลังสุดปั้นเป็นภาพนกยูงรำแพนหาง แวดล้อมลายพุ่มช่อหางโต

          - หน้าบันปูนปั้นวิหารหลวงวัดมหาธาตุวรวิหาร ฝั่งตะวันออกปั้นเป็นภาพพระนารายณ์ทรงสุบรรณมีหนุมานแบกครุฑอีกหนึ่งชั้น แวดล้อมด้วยลายก้านขด มีหางหงส์ และช่อฟ้า ปั้นเป็นรูปเทพนมและงานปูนปั้นของวัดมหาธาตุนี้แต่เดิมคงเป็นงานศิลปะสมัยอยุธยา และมีการปฏิสังขรณ์มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

          - หน้าบันปูนปั้นพระอุโบสถฝั่งตะวันตกวัดมหาธาตุวรวิหาร ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ลายส่วนบนเป็นลายแบบไฟพะเนียง ส่วนล่างตอนชั้นลดเป็นลายก้านขด ในวงขดเป็นลายเทวดา แบบลายผ้าในสมัยอยุธยา

          ๔) การปั้นตัวทับลาย ตัวทับลายเป็นจุดเด่นของภาพ หรือเรียกว่าเป็นประธานของภาพ ตัวทับลายนี้เป็นเรื่องที่ช่างปั้นสกุลช่างเมืองเพชรใช้สำหรับอวดฝีมือและปั้นประชันกันอยู่มาก การปั้นตัวทับลายต้องโกลนหุ่น     หรือตัวภาพให้ลอยเด่นออกมาจากผนังดูได้รอบตัว ปั้นยากต้องใช้ฝีมือและความชำนาญมาก เพราะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับลายและความกว้างความใหญ่ของหน้าบัน ส่วนใหญ่ตัวทับลายนิยมปั้นเป็นประธานของหน้าบัน ชายคาปีกนก ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ตัวทับลายที่สกุลช่างเมืองเพชรนิยม คือ ภาพพระนารายณ์ทรงสุบรรณภาพจับจากเรื่องรามเกียรติ์ที่มีทั้งภาพจับ ๒ จับ ๓ ไปจนถึงจับ ๖ ภาพเทวดา อสูร สัตว์หิมพานต์ พระพุทธเจ้า เป็นต้น ซึ่งตัวทับลายนี้จะแวดล้อมด้วยลายชนิดต่าง ๆ มีลายก้านขด ลายเครือเถา หางไหล เปลว พุ่มช่อหางโต เป็นต้น

          ๕) การปั้นลอย จะใช้เทคนิคการผูกเหล็กหรือลวด ทำเป็นโครงสร้างให้ยื่นออกมาจากนอกผนังหรือหน้าบัน แล้วโกลนปูนหุ้มเหล็กที่ดัดเป็นรูปร่างต่าง ๆ จากนั้นจึงปั้นให้ได้สัดส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบ ยังมีการปั้นลอยในลักษณะของงานลอยตัว ๓ มิติ ที่ดูได้รอบด้าน เช่น ช่อฟ้า หางหงส์ ภาพจับ ภาพสัตว์หิมพานต์

          จะเห็นได้ว่างานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร มีลักษณะเด่นในเรื่องของการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงช่างด้วยรูปแบบมุขปาฐะ คือ ใช้ปากเปล่าในการสั่งสอน อธิบาย และปฏิบัติจริงด้วยการทำตามแบบและตามคำแนะนำครูช่างหรือช่างรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตำปูน การตวงส่วนผสม การสร้างสรรค์ผลงาน การผูกลาย การใช้อุปกรณ์สำหรับงานปั้นปูน เป็นต้น ลักษณะของการถ่ายทอดดังกล่าวจะใช้วิธีบอกกันต่อมาในระบบเครือญาติและลูกศิษย์ในสายสำนักนั้น ๆ ส่วนใหญ่ลูกศิษย์และช่างรุ่นน้องจะใช้วิธีทำตามอย่างงานโบราณ การคิดสร้างสรรค์ลวดลายในระยะแรกๆ ของการฝึกหัดจะใช้วิธีทำตามอย่างงานเก่าที่ครูในยุคก่อนๆ ทำไว้ หลักการทำงานก็คือ ศึกษารูปแบบของลวดลาย การจัดวางลาย จังหวะในการบากลายให้เหมือนกับงานเก่าเพราะงานปูนปั้นส่วนใหญ่ที่ทำในกลุ่มของช่างปั้นสกุลเมืองเพชรจะมีรูปแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กัน เพราะเป็นงานประเพณี และที่สำคัญคือ งานโบราณเป็นงานที่มีคุณค่าอยู่ในตัวชิ้นงาน จึงเหมาะสมที่ช่างจะเลือกหรือหยิบเอาจุดเด่นของงานโบราณมาทำต่อ นอกจากนี้ การศึกษาจากงานเก่ายังทำให้ช่างรุ่นใหม่ซึมซับองค์ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบศิลป์ ความเหมาะสมของลายกับความลงตัวของสิ่งปลูกสร้าง แนวคิดคติความเชื่อต่าง ๆ จากงานเก่าอย่างครบครัน โดยจะมีครูช่างคอยเป็นคนแนะนำแล้วให้ลูกศิษย์ทำตาม

          การเรียนรู้งานปูนปั้นในสกุลช่างเมืองเพชร จะใช้สถานที่จริงเป็นห้องเรียนให้ผู้ฝึกหัดได้ทดลองและลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริงทุกขั้นตอน โดยตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ช่างปั้นจะเรียนรู้จากการทำงานจริงในฐานะเป็นลูกมือของครูช่างหรือช่างรุ่นพี่ ซึ่งวิธีนี้ก็ยังคงถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดงานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรนั้น มีการสืบทอดผ่านการบวชเรียนจากสำนักช่างกลุ่มต่าง ๆ การที่ได้บวชเรียนหรืออาศัยอยู่ในวัดที่เป็นสำนักช่าง ย่อมหล่อหลอมให้บรรดาลูกศิษย์ ทั้งพระ เณร คฤหัสถ์ก็ได้รับการฝึกฝนฝีมือทางเชิงช่างและเกิดการซึมซับงานศิลปะไปพร้อม ๆ กัน ในสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนก็เน้นฝึกหัดแต่วิชาช่าง กระทั่งมีโรงเรียนสอนวิชาความรู้ต่าง ๆ แบบแผนกสามัญ ก็มีสำนักช่างหลายแห่ง มีการก่อตั้งโรงเรียนขึ้นและก็สอนวิชาช่างควบคู่ไปด้วย การเรียนการสอนวิชาช่างของเมืองเพชรแสดงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์อย่างแบบแน่น และด้วยความที่แต่ละสำนักช่างต่างก็มีความเชี่ยวชาญในงานช่างที่แตกต่างกันนั้น ยังส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างช่างต่างสำนัก ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มช่างในจังหวัดเพชรบุรีสามารถทำงานร่วมกันกับช่างต่างกลุ่มได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้นอกสำนักเกิดขึ้น ส่วนใหญ่คนที่เป็นช่างนั้นย่อมจะมีความรู้ในวิชาช่างแขนงอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ เป็นช่างไม้ก็ปั้นปูนได้ วาดภาพลายไทยได้ ตอกกระดาษได้ แกะสลักเครื่องสดแทงหยวกได้ ซึ่งช่างปูนปั้นของเมืองเพชรบุรีก็มักจะมีคุณลักษณะดังกล่าวนี้

          การถ่ายทอดงานปูนปั้นของสกุลช่างเมืองเพชร พบว่า เมื่อวัดเริ่มหมดความสำคัญของการเป็นสำนักช่าง ทำให้วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไป คือ องค์ความรู้ไม่ได้อยู่ติดกับวัดอีกต่อไป แต่ความรู้ต่าง ๆ ได้สืบทอดส่งต่อมายังกลุ่มช่างพื้นบ้าน โดยช่างเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในฐานะช่างรับจ้างที่ทำงานรับเหมาะตามัด หรือตามแต่มีผู้ว่าจ้าง ทำให้ลูกศิษย์คนสำคัญของสำนักช่างต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นผู้รับและถ่ายทอดความรู้ทางเชิงช่างแทนพระช่างที่อยู่ในวัด

          ผลงานของครูช่างเกี่ยวกับงานปูนปั้นของเมืองเพชรบุรีในอดีต ย้อนไปก่อนสมัยรัชกาลที่ ๗ นับว่าไม่โดดเด่นเท่ากับงานจิตรกรรม งานไม้ และการก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรม เนื่องจากการสร้างสรรค์งานปูนปั้นในเมืองเพชรบุรีในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ส่วนใหญ่เป็นงานประดับตกแต่งและเน้นที่งานปั้นซ่อม จะสร้างงานชิ้นใหญ่ ๆ จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมอย่างปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสให้งานศิลปะแขนงอื่นได้รับความนิยมมากกว่า ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔ - ๕ งานปูนปั้นเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในวงจำกัดและมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เช่น การบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์และพระพุทธรูปในถ้ำเขาหลวง งานปั้นหน้าบันอุโบสถวัดต่าง ๆ การปั้นซ่อมฐานพระพุทธรูป วิหาร พระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหารที่มีการปั้นซ่อมมาอย่างต่อเนื่อง

          ผลงานปูนปั้นของครูช่างส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๐ - ๒๔๘๐ แทบทั้งสิ้น เช่น ปูนปั้นหน้าบันอุโบสถวัดปากคลอง จังหวัดเพชรบุรี ของครูแป๋ว บำรุงพุทธ (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๘๘) ปูนปั้นลงสีศาลาการเปรียญวัดเขมาภิรัตติการาม (วัดหัวสะพาน) จังหวัดเพชรบุรี ของครูเลิศ พ่วงพระเดช (พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๕๓๑) โดยครูช่างคนสำคัญที่นับว่าเป็นบุคคลแรก ๆ ที่มีผลงานปูนปั้นโดดเด่นที่สุด คือ ครูพิน อินฟ้าแสง (พ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๕๑๕)ที่เริ่มมีผลงานตั้งแต่การปั้นซ่อมบูรณะพระปรางค์วัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เรื่อยมาจนถึงผลงานชิ้นสุดท้าย คือ ปูนปั้นหน้าบันฝั่งทิศตะวันออกของหอปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. ๒๕๑๐ ผลงานปูนปั้นของครูพิน อินฟ้าแสง ในช่วงท้าย ๆ ได้ส่งต่อองค์ความรู้มายังรุ่นช่างสอย ศิลปกอบ (พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๕๔๐ เสียชีวิตแล้ว) ช่างเหิน เกสรา (พ.ศ. ๒๔๗๕ – เสียชีวิตแล้ว) ช่างทองร่วง เอมโอษฐ (พ.ศ.๒๔๘๖ - ปัจจุบัน)ช่างเฉลิม พึ่งแตง (พ.ศ. ๒๔๘๗ - ปัจจุบัน) ครูช่างเหล่านี้ส่วนใหญ่ชำนาญงานเขียน หัดปั้นบ้าง เมื่อฝึกหัดจนชำนาญก็ออกมารับทำอาชีพช่างปั้น โดยนำพื้นฐานความรู้ด้านงานเขียนมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบลวดลายปูนปั้น ปัจจุบันงานปูนปั้นเมืองเพชรนับว่ามีความแพร่หลายและนับว่ามีพัฒนาการที่ก้าวหน้าไปมาก เนื่องจากกลุ่มของครูช่างต่าง ๆ ได้มีการถ่ายทอดและสืบทอดงานปูนปั้นกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่างแต่ละกลุ่มก็ได้สร้างลูกศิษย์ออกไปทำงานปูนปั้นกันเป็นจำนวนมาก แสดงถึงความสืบเนื่องของงานปูนปั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เคยขาดสายไปจากเมืองเพชรบุรี

aug64 (11) aug64 (12)

 

         จังหวัดเพชรบุรี จึงเป็นเมืองที่มีช่างปูนปั้นอยู่คู่กับเมืองมาอย่างยาวนาน ซึ่งช่างปูนปั้นตั้งแต่โบราณกาลสืบมาจนถึงปัจจุบัน มีส่วนในการช่วยสร้างบ้านแปงเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบมาโดยลำดับ ความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของผลงานปูนปั้นสกุลช่างเพชรบุรี ยังเป็นเครื่องจูงใจให้บรรดาผู้ที่สนใจศึกษาใฝ่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะและผู้ที่หลงใหลในงานปูนปั้นเข้ามาเรียนรู้เข้ามาศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับลวดลายที่งดงามของปูนปั้น การออกแบบที่ลงตัว การแทรกเนื้อหาแนวคิด ลูกเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีทั้งผลงานยุคเก่าและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่ผสมผสานแนวคิดได้อย่างอย่างลงตัว งานปูนปั้นเมืองเพชร จึงเป็นงานศิลปะที่มีความคงทนจนกลายเป็นที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

          งานปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.