Print

ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ “สัตว์” ของไทย : ควายไทย

ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ “สัตว์” ของไทย : ควายไทย

ควายไทย ที่เลี้ยงตามบ้านมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus bubalis ซึ่งจัดอยู่ในพวก “ควายปลัก” (Swamp Buffalo) เพราะชอบนอนในน้ำหรือปลักโคลน ส่วนใหญ่จะมีลักษณะลำตัวสีเทาเข้ม ขนบางและขนห่าง คอโค้งต่ำรอบอกอวบใหญ่ ตีนใหญ่มีกีบตีนคู่ชิดกันแข็งแรง ลักษณะขามีหลายแบบและเรียกชื่อต่าง ๆ กัน แต่ส่วนมากมักจะมีเป็นเขาโค้งกว้างใหญ่กว่าเขาวัว เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง เลี้ยงลูกด้วยนม ลูกควายจะกินนมแม่จนกว่าอายุประมาณ ๑ ปี ๖ เดือน และจะเจริญเติบโตเริ่มใช้แรงงานได้ระหว่างอายุประมาณสองปีครึ่งถึง ๓ ปี และใช้งานได้เต็มที่ระหว่างอายุประมาณ ๖-๙ ปี จนถึงอายุประมาณ ๒๐ ปี จากอายุเฉลี่ยประมาณ ๒๕ ปี

ควายไทยเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กับคนไทยมานาน มีตำนานโบราณเล่าว่า พระยาแถนเป็นผู้มอบควายให้แก่บรรพบุรุษของคนไท ครั้งยังอยู่ที่บึงดอนแถนลอ เพื่อไว้ใช้ทำนา ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีมีการพบหลักฐานกระดูกควายที่บ้านเชียงและบ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี กำหนดอายุได้ประมาณ ๓,๐๐๐ ปี รวมถึงแหล่งที่บ้านกระถินแดง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมด้วย นอกจากนี้พบรูปควายดินเผาที่บ้านใหม่ชัยมงคล ใกล้เมืองโบราณจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และภาพเขียนสีมีรูปควายที่ผาหมอนน้อย (ส่วนหนึ่งของผาแต้ม) อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

การเลี้ยงควายไทยในอดีต มีวัตถุประสงค์ ๒ ประการด้วยกัน คือ การเลี้ยงควายงามและการเลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน แต่ส่วนมากจะเลี้ยงเพื่อใช้แรงงานเป็นหลักสำคัญมากกว่าการเลี้ยงควายงามที่มีอยู่ไม่มากนัก การเลี้ยงทั้งสองต่างก็มีลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงภูมิปัญญาการเลี้ยงแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ ดังนี้

ภูมิปัญญาการเลี้ยงควายงาม

จัดว่าเป็นภูมิปัญญาในการคัดเลือกควายเชิงอนุรักษ์ มีการสะสมข้อมูลตามประสบการณ์เป็นชุดความรู้ในการคัดเลือกควายงามตามอุดมคติ (อุดมทัศนีย์) ที่พอจะกล่าวได้ว่าเป็น “ตำรา” ได้ในระดับหนึ่ง
ที่ต้องรอการศึกษารวบรวมเพิ่มเติมต่อไป จากการศึกษาของกรมปศุสัตว์และนักวิชาการท้องถิ่นที่ผ่านมาสรุปภูมิปัญญาการเลี้ยงและการคัดเลือกควายงาม โดยพิจารถา ๓ เรื่องเป็นหลัก คือ ดูลักษณะรูปร่างท่าทาง โดยรวม ดูลักษณะอวัยวะส่วนต่าง ๆ และดูลักษณะตำแหน่งขวัญ

ลักษณะรูปร่างท่าทางของควายงาม

จะต้องมีรูปร่างสูง ลำตัวกลมตันใหญ่สมส่วน ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นเป็นรูปคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีส่วนท้ายยกสูงกว่าส่วนหัวเล็กน้อย แต่หัวมักจะยกเชิดหน้าสูงในแนวตรง แนวสันหลังกว้างค่อนข้างตรง
ไม่แอ่นมากนัก ท่ายืนสง่างามและท่าเดินคล่องแคล่วแต่นุ่มนวล ลักษณะหนังหนาเป็นมันไม่แห้งและไม่ตึงมาก ส่วนผิวหนังจะมีสีดำแดง ที่เรียกว่าสีทองแดง หรือไม่ก็เป็นสีออกดำเป็นเงาเลื่อม

ลักษณะอวัยวะส่วนต่าง ๆ

ใบหน้า                     หน้าโหนก หน้าผากกว้างนูน กะโหลกหัวหนา

จมูก                        จมูกหนา มีเหงื่อเปียกชื้นอยู่เสมอ ไม่แห้งผาก แสดงว่าเป็นควายมีสุขภาพดี

สันจมูกหรือดั้งจมูก        มีสันจมูกเต็ม เป็นสันเรียบตรง ไม่แอ่น แสดงว่าเป็นควายมีสุขภาพดี เลี้ยงให้โตใหญ่ได้ดี

ปาก                       มีปากใหญ่กว้าง ขนปากล่างเกลี้ยง กรามล่างแข็งแรง อ้าปากได้กว้างรับกับลำคอแสดงว่าควายกินหญ้าเก่ง

 

ดวงตา                      ใหญ่ นูนเด่น กลมโต แจ่มใส คิ้วหนา

ใบหู                        กว้างใหญ่ยาว ทั้งสองข้างมีขนาดเท่ากัน โบกสะบัดได้ดี สีดำเป็นมัน ดูสะอาด  

เขา                         เขาตกช้อน คือ เขาจะแอ่นลู่ไปตามหู และส่วนมากจะโค้งงอในแนวตั้งขึ้นและ โค้งเข้าเป็นครึ่งวงกลม ส่วนผิวของลำเขาจะเป็นมันใส ส่วนที่เป็นเขาตู้ คือเขาตั้ง ปลายทู่ ที่เรียกว่า “ควายเขา  ตู้” มักจะเป็นควายที่อ้วนพี ลำตัวตันดูบึกบึนเป็นควายที่มีกำลังแรงดีเสมอ

 

คอ                          ลำคอสั้นใหญ่และหนา ดูแข็งแรงบึกบึน และสมส่วนกับหัวและไหล่

ตระโหนก                  กว้าง หนา และค่อนข้างสูงเล็กน้อย

ท้อง                        ท้องกลมกลึงตั้งแต่หน้าไปหาหลัง ซี่โครงเต็ม สวาบ (บริเวณเหนือ กระเพาะ) แคบ  ลำตัวลึก ทำให้ท้องมีความจุมาก ซึ่งท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มักเรียกว่า “ท้องปลาบู่” เป็นควายกินหญ้าต่ำ คือ กินหญ้าลึกถึงโคน ทำให้อิ่มไวโตไว

 

ตะโพก                     ตะโพกกว้าง โค้งมนดูสมส่วน เนื้อแน่นเต็ม ไม่แฟบและไม่เรียวแหลม

ลำขา                       ลำขาทั้งคู่หน้าและคู่หลังมีขนาดใหญ่อวบ เมื่อดูทั้งจากด้านหลังและด้านข้าง

                             จะมีลักษณะตั้งตรง ไม่ถ่างออก

หาง                        โคนหางใหญ่ เข้ารูปรัดปิดก้นมิดชิด ความยาวหางยาวเลยข้อพับเข่าตกถึงน่องล่าง

                             ปลายหางเป็นพู่เป็นพวงใหญ่ยาว ว่าเป็นควายดีฝึกง่าย ใช้งานง่าย ใช้งานดี

เล็บ                         เล็บใหญ่กลมโต หรือมีลักษณะคล้ายส่วนกว้างของใบโพธิ์ เล็บยาวเท่า ๆ กัน

                             ปลายเล็บแนบชิดกันไม่เกยกัน

ขน                         ขนเรียบ เป็นมัน ถ้ามีขนขึ้นถี่ เชื่อว่าเป็นควายอ้วนพีดีเสมอ

อวัยวะเพศ                 อวัยวะเพศควายผู้ต้องมีลูกอัณฑะใหญ่ อยู่ในแนวตรงเสมอกัน ไม่หย่อนยาน   ถ้าเป็นควายแม่หรือควายตัวเมีย ต้องมีอวัยวะเพศใหญ่ ลักษณะกลม

                             คล้ายใบตองจาน (ใบทองกวาว) และมีเต้านม ๔ เต้า อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

          ลักษณะตำแหน่งขวัญ

เฉพาะการคัดเลือกควายงามที่แสดงถึงภูมิปัญญาด้วยวิธีการดู “ขวัญ” ที่เป็นมงคลกับชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของและการใช้แรงงานนี้ ได้มีการรวบรวมไว้บ้างแล้ว ดังนี้

ขวัญก้อนเกลือ             คือ ขวัญที่อยู่บริเวณกลางหัว เชื่อว่าเป็นเสมือนอาหารกับข้าวที่อุดมสมบูรณ์

ขวัญท้าวนั่งจา             คือ ขวัญที่อยู่บริเวณเหนือคิ้ว เชื่อว่าเจ้าของจะประสบความสำเร็จในการเจรจาความต่าง ๆ

 

ขวัญทัดดอก               คือ ขวัญที่อยู่กกหูทั้งสองข้าง ที่ดูว่าเสมือนการทัดดอกไม้ สวยงาม เป็นมงคล

ขวัญโหนกหน้า            คือ ขวัญที่อยู่เหนือหน้าผาก เรียกว่า “งำเงา” เสมือนพญากางจ้อง คือ ท้าวพญากางร่ม ถือว่าเป็นมงคลเพราะได้ร่มเงา

 

ขวัญยุ้งข้าวแตก           คือ ขวัญที่อยู่ตรงบริเวณสวาบ เปรียบเสมือนการทำนาได้ข้าวมาก จนยุ้งแตก

ขวัญก้อนหางคำ           คือ ขวัญอยู่ที่กกหู เชื่อว่าเสมือนมีทองคำ ร่ำรวยมีเงินทอง

ขวัญสะเภาอุ้มทอง        คือ ขวัญที่อยู่บริวณใต้ท้อง กรณีเป็นควายแม่ เชื่อว่าจะให้ลูกมากและเลี้ยงลูกได้ดี                                หากมีขวัญอยู่ใต้ท้องทั้งสองข้างจะดียิ่งขึ้น

ขวัญแม่ฮางเปิดซิ่น        คือ ขวัญที่อยู่ตรงขาพับหลัง เชื่อว่าเป็นควายที่มีเสน่ห์ ใครเห็นเป็นที่ชอบใจจะขายก็ขายออกได้ง่าย

 

ขวัญหน้าตรง              คือ ขวัญเดียวที่อยู่บริเวณหน้าผาก คิดเห็นเป็นเสมือนเลขหนึ่ง

                                                          ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมภูมิปัญญาเกี่ยวกับลักษณะรูปร่าง ท่าทาง ลักษณะอวัยวะส่วนต่าง ๆที่เป็นกาลกิณีหรืออัปมงคล ซึ่งท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เรียกว่า ควายมีตำหนิ ไว้อีกกว่า
๓๐ ลักษณะ และลักษณะขวัญที่ไม่เป็นมงคลอีก ๘ ลักษณะด้วย

pet article (10)

pet article (9)

 

ภูมิปัญญาการเลี้ยงควายงาน

 

ดังกล่าวแล้วว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะเน้นการเลี้ยงควายไว้เพื่อใช้แรงงานเป็นหลักสำคัญด้วยเหตุนี้ จึงพบว่าการเลี้ยงควายงานของชาวบ้านทั่วไปมีหลายรูปแบบ หลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแตกต่างกันไปหลายปัจจัย ทั้งสภาพธรรมชาติแวดล้อม และสภาพทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งพอจะจำแนกรูปแบบและวิธีการเลี้ยงควายไทยออกได้ดังนี้ คือ

 

การเลี้ยงปล่อยรวมฝูง เป็นวิธีการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่นิยมกันทั่วไป โดยการปล่อยควายของแต่ละคนไปรวมกันเป็นฝูงใหญ่ให้หากินกันเองในบริเวณกว้างที่เรียกว่า “ทำเล” เช่น ทำเลทุ่งหญ้า ป่าบุ่ง-ป่าทาม[1]ในแหล่งที่เป็นดอนเกาะหรือบริเวณที่ลุ่มใกล้สายน้ำ ส่วนในชุมชนที่อยู่บนที่เนินโคกก็จะปล่อยควายรวม ๆ กันในทำเลป่าโคก[2] และคัง[3] ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนที่เรียกรู้กันว่า “ทำเลเลี้ยงสัตว์” การเลี้ยงควายด้วยรูปแบบวิธีนี้ บรรดาเจ้าของควายจะร่วมกันกำหนดขอบเขต ทิศทางหรือเป้าหมายว่าจะให้ฝูงควายไปหากินในทิศทางบริเวณใด ซึ่งกลุ่มเจ้าของควายจะคอยติดตามกำกับฝูงควายอยู่ห่าง ๆ เมื่อฝูงควายเริ่มออกนอกทิศทางก็จะช่วยกันไล่ต้อนให้ไปตามทิศทางพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งส่วนมากเจ้าของควายแต่ละคนจะสับเปลี่ยนกันไปต้อนควายที่จะออกนอกเส้นทาง เป็นการเลี้ยงที่ต้องดูแลและติดตามไล่ต้อนในแต่ละวันที่ปล่อยรวมฝูงกันทุกวัน

 

การเลี้ยงแบบปล่อยฝูง เป็นวิธีการเลี้ยงแบบดั้งเดิม คล้าย ๆ กับการเลี้ยงแบบปล่อยรวมฝูงให้หากินกันเองตามทำเลป่าบุ่ง-ป่าทาม หรือตามทำเลป่าโคกและคัง ส่วนชุมชนที่อยู่ใกล้ภูเขา ก็จะปล่อยฝูงใน
ป่าเชิงเขาหรือปล่อยฝูงเข้าไปในป่าดงบนภูเขา แต่จะต่างกันอยู่บ้างคือ การเลี้ยงแบบปล่อยฝูงนี้มักจะปล่อยรวมฝูงหลายสิบตัว ซึ่งเป็นฝูงเล็กกว่าการเลี้ยงปล่อยรวมฝูง ไม่มีการกำหนดทิศทาง แต่เจ้าของควายที่รวม
ฝูงกัน มักจะไปสำรวจนับจำนวนควายเป็นระยะ ๆ ประมาณ ๓-๗ วันต่อครั้ง เพื่อติดตามดูว่า ควายของพวกตนหากินอยู่ในบริเวณพื้นที่ใด และยังอยู่ครบหรือไม่ ซึ่งวิธีการเลี้ยงแบบนี้เจ้าของควายมักต้อง
ปลดสายตะพายควายทุกตัวออกก่อนปล่อยเข้าฝูง เพื่อป้องกันขโมยลักควาย และส่วนมากจะคล้องเครื่องสัญญาณเสียงติดคอควายไว้ด้วย เพื่อว่าเวลาไปติดตามดูควายจะได้ยินเสียงให้รู้ว่าฝูงควายอยู่ในทิศทางใดในป่าดง ทำให้ติดตามง่าย ส่วนมากจะเป็นชุมชนที่อยู่แถบเทือกภูพานหลายจังหวัด เช่น สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ เป็นต้น

 

การเลี้ยงล่าม เป็นวิธีการเลี้ยงที่กำหนดให้ควายได้กินหญ้าอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เห็นว่ามีหญ้าขึ้นอยู่ให้ควายได้กิน โดยใช้วิธีตอกหลักเพื่อผูกเชือกล่ามควาย ปล่อยสายเชือกล่าม สั้นหรือยาวตามความเหมาะสมที่ควายจะเดินกินหญ้าได้ในรัศมีวงกลมในพื้นที่ที่มีหญ้า ซึ่งคนเลี้ยงจะต้องย้ายหลักล่ามควายใหม่เมื่อเห็นว่าหญ้าบริเวณนั้นเกรียนหมด และเมื่อถึงเวลาใกล้เที่ยงที่จะมีแสงแดดร้อนจัด ก็จะต้องย้ายหลักควายไปล่ามไว้ในบริเวณใกล้ ๆ ต้นไม้ เพื่อควายจะได้อาศัยร่มไม้หลบแดดร้อน เพราะธรรมชาติของควายเป็นสัตว์ที่ไม่ทนความร้อน

 

การเลี้ยงในพื้นที่เฉพาะ จัดว่าเป็นการเลี้ยงเองในครอบครัวเป็นกรณีเฉพาะกิจ เมื่อมีภารกิจจำเป็น ไม่สามารถจะนำควายออกไปเลี้ยงปล่อยฝูงตามปกติ จะนำควายไปปล่อยเลี้ยงในบริเวณที่ดูแล้วว่ามีหญ้าและมีขอบเขตเฉพาะ แต่ส่วนมากมักจะนำไปปล่อยเลี้ยงไว้ภายในสวนของตัวเองมากกว่า ปล่อยให้ควายหากินหญ้าและน้ำภายในบริเวณสวนที่มีรั้วรอบขอบชิดและสามารถปิดประตูรั้วได้ เมื่อเสร็จภารกิจในตอนเย็นแล้วจึงจะนำควายออกจากสวนกลับไปเข้าคอก

 

การเลี้ยงขังคอก เป็นการเลี้ยงกันเองในครอบครัวเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น โดยเฉพาะในภาวะเกิดอุทกภัย เจ้าของควายส่วนหนึ่งจะนำควายหนีขึ้นไปอยู่บริเวณโคกเนิน สร้างคอกขังควายไว้ หรือไม่ก็จะสร้างโรงร้านกั้นคอกขังควายไว้ ซึ่งวิธีนี้เจ้าของควายจะต้องเตรียมหญ้าหรือฟางและน้ำให้ควายกินทุกวัน และต้องคอยเติมหญ้า ฟางและน้ำเมื่อเหลือน้อยด้วย

 

พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ภาษาอังกฤษเรียก food plain คำว่า “ทาม” ใช้เรียกบริเวณทั้งหมดในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง ส่วนคำว่า “บุ่ง”
ใช้เรียกบริเวณที่ลาดลุ่มที่มีแหล่งน้ำแช่ขัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทาม ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Low Flood Plan ในพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ ๒๕๒๕ ให้ความหมายของ “ทาม” ว่า “ที่ราบริมฝั่งลำน้ำที่มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว” และคำว่า “บุ่ง” คือ “บึง”

ป่าโคก หรือป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) ป่าชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเป็นทรายและลูกรัง ซึ่งจะมี
สีค่อนข้างแดง ในบางแห่งจึงเรียกว่า ป่าแดง ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีป่าขึ้นตามเนินที่เรียกว่า โคก จึงเรียกว่า ป่าโคก ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยู่กระจัดกระจาย พื้นป่าไม่รกทึบ มีหญ้าชนิดต่าง ๆ และไม้ไผ่ขึ้นอยู่โดยทั่วไป
พันธุ์ไม้ในป่านี้ ได้แก่ เต็ง รัง พะยอม มะขามป้อม เป็นต้น

ทำเลเลี้ยงสัตว์ในชุมชน

 

 

pet article (8) pet article (7)

 

ปกติแล้วการเลี้ยงควายเพื่อใช้แรงงานนั้น จะใช้ได้ทั้งควายตัวผู้และตัวเมีย แต่ส่วนมากมักเน้นการใช้แรงงานไถคราดที่ควายตัวผู้มากกว่า เพราะกำลังแรงดีกว่า ส่วนควายตัวเมียนั้น มักมุ่งเลี้ยงเพื่อเอาลูก ส่วนการจะใช้แรงงานควายทั้งตัวผู้และตัวเมียได้นั้น ชาวนาไทยจะหาวิธีการที่จะบังคับให้ควายทำงานด้วยการ“สนตะพาย” ก่อน เมื่อควายมีอายุประมาณ ๑ ปี เพื่อให้จับง่าย บังคับทำงานได้ง่าย ผูกไว้เพื่อให้หนียากที่สำคัญคือทำให้สามารถเลี้ยงดูได้ง่าย โดยเฉพาะควายตัวผู้ที่มีอายุประมาณ ๒ ปี จะติดสัด เป็นควายถึกที่แม้จะสนตะพายแล้วก็ยังเลี้ยงดูยาก เพราะมักติดควายเมีย เจ้าของมักจะปล่อยให้เป็นพ่อพันธุ์ในฝูงของเพื่อนบ้านระยะหนึ่งประมาณ ๑ ปี จากนั้นจึงรวมควายถึกรุ่นราวคราวเดียวกันหลาย ๆ ตัว เพื่อทำหมันที่เรียกว่า “ตอน” ด้วยวิธีการต่าง ๆ คือ ตอนลอดหีบ (ตอนทุบ) ตอนเส้น และภายหลังใช้วิธีการตอนผ่าเพิ่มด้วยอีก ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาที่ทำให้ควายถึกเปลี่ยนนิสัยมาเป็น ควายเชื่อง เลี้ยงง่าย ไม่ชอบชน ไม่ดุร้าย และที่สำคัญ คือ มีร่างกายสมบูรณ์อ้วนพีและขายได้ราคาดี

 

หลังการตอนเสร็จ เจ้าของควายถึกจะต้องดูแลควายของตนอย่างทะนุถนอมเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงตาย ควายจะมีอาการเจ็บป่วยเซื่องซึม เจ้าของต้องผูกไว้ในคอก คอยให้อาหาร หญ้าและน้ำ พร้อมกับใช้น้ำเกลือราดรดบริเวณอัณฑะและใช้เนื้อครามทาโปะไว้ เพื่อรักษาแผลผิวหนัง ป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันแมลงวันมาตอมเจาะวางไข่จนเป็นหนอน ทำให้แผลเน่าจนควายตายได้ เจ้าของต้องหมั่นเฝ้าดูแลควายหลังการตอนเป็นเวลาไม่นานกว่า ๗-๑๕ วันขึ้นไป หรือจนกว่าจะเห็นว่าแผลหายดีแล้ว และสังเกตว่าควายมีอาการดีขึ้นเป็นปกติแล้ว

 

การฝึกควายไถนา ภูมิปัญญาสำคัญของการเลี้ยงควายไทยเพื่อใช้งาน คือ ฝึกเทียมไถ ซึ่งเป็นการฝึกควายไถนาปกติเมื่อควายอายุประมาณ ๒ ปีขึ้นไป จะฝึกเข้าเทียมไถและลากไถ ควายทั่วไปจะใช้เวลาฝึกประมาณ ๓-๗ วัน ก็จะคุ้นเคยกับการลากไถ คือสามารถรับรู้คำสั่ง หรือรู้ทิศทางแนวการไถได้แล้ว แต่ก็มีบ้างที่ต้องใช้เวลาฝึกมากกว่า ๗ วัน แต่ไม่เกิน ๑ เดือน ควายก็จะไถนาเป็น

 

การฝึกควายไถนานั้น ใช้คนฝึก ๒ คนร่วมกันฝึก คนหนึ่งเป็นคนจับเชือกสายตะพายเดินออกหน้าควาย เพื่อนำให้ควายเดินตาม เป็นการสอนให้ควายรู้ว่าจะไปทางไหน อีกคนหนึ่งเป็นคนจับหางไถเหมือนบังคับไถนา แต่ในขั้นตอนการฝึกนี้คนจับหางไถจะต้องยกไถให้ลอยอยู่เหนือดินไว้ก่อน หรืออาจจะให้ผิวล่างของพะเนียงไถแตะ ๆ ผิวดินบ้างก็ได้ ส่วนมากมักจะฝึกไถวนไปทางซ้ายก่อน ขณะเริ่มฝึกจะต้องระมัดระวังสังเกตด้วย เพราะควายหนุ่ม-สาว ยังไม่คุ้นกับการเทียมไถและลากไถ บางตัวอาจดื้อแล้วพาวิ่งจนเป็นอันตรายได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมักจะนำควายเข้าฝึกไถในพื้นที่นาที่มีคันนาไม่สูงนักก่อน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนฝึก รวมทั้งไถและตัวควายเองด้วย ชาวบ้านบางแห่งก็มีภูมิปัญญาในการฝึกควายเพื่อทำงานอื่น ๆ บ้างตามต้องการ เช่น การฝึกเทียมเกวียน ลากล้อ นวดข้าว และหีบอ้อย เป็นต้น

 

จากการที่ชาวนาไทยเลี้ยงควายเพื่อใช้แรงงานทำนามานานตลอดชีวิตของควายแต่ละรุ่นประมาณ ๒๐-๒๕ ปี จึงทำให้ชาวนาไทยมีความผูกพันกับควายอีกหลายด้าน เช่น มีการจำแนกเรียกชื่อควายตามลักษณะเขามากกว่า ๑๐ ลักษณะ แยกลักษณะ “ควายงาม” หรือควายที่เป็นมงคลกับเจ้าของ ทั้งจากลักษณะรูปร่างท่าทาง จากลักษณะอวัยวะส่วนต่าง ๆ และจากตำแหน่งขวัญในร่างกายได้มากกว่า ๓๐ ลักษณะ
และแยกลักษณะ “ควายมีตำหนิ” ที่ถ้ามีแล้วก็ต้องเลี้ยง แต่ถ้าไม่มีก็ต้องไม่ซื้อมาเลี้ยงไว้อีกมากกว่า ๒๐ ลักษณะ นอกจากนี้ยังมีการจำแนกเรียกชื่อควายตามลักษณะเขาควายไว้อีกมากกว่า ๑๐ ลักษณะ ฯลฯ รวมถึงยังมีการจัดพิธีกรรมให้แก่ควาย เช่น พิธีทำขวัญควาย พิธีบวชควายหลวง เป็นต้น

 

สภาพปัจจุบันของควายไทย

 

ปัจจุบันควายไทยมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะสาเหตุหลายประการประกอบกัน คือ ชาวนาไทย ส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องจักรทุ่นแรงหลายชนิดหลายขนาดมาใช้ไถนากันมากขึ้น จึงทำให้เวลาการไถนา
ไม่พร้อมกัน และต่างพากันปรับพื้นที่นาให้เป็นผืนใหญ่ขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการใช้เครื่องจักรมากขึ้น รวมทั้งใช้รถเกี่ยวข้าวที่สีพ่นข้าวแทนการนวดข้าวไปพร้อมกัน จึงมีการใช้แรงงานควายน้อยลงเรื่อย ๆ ประกอบกับพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ทั้งที่เป็นป่าโคกและทุ่งหญ้าป่าทามลดน้อยลง เพราะทางหน่วยงานรัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าเขตอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งมีนายทุนบุกรุกพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์และมีการพัฒนาแหล่งน้ำขุดลอกหนองคลองบึงที่มักมุ่งเน้นการกักเก็บน้ำใช้และเลี้ยงปลาที่เป็นรูปแบบราชการที่มีลักษณะลาดชันและลึก จนทำให้ควายลงเล่นน้ำและทำปลักไม่ได้ ชาวบ้านหลายถิ่นหลายภูมิภาคต่างหันมานิยมบริโภคเนื้อวัวกันมากกว่าเนื้อควาย จึงทำให้จำนวนคนเลี้ยงควายและจำนวนควายลดน้อยลงอย่างน่าเป็นห่วง

 

ชุมชนที่ปฏิบัติและสานภูมิปัญญาการคัดเลือกควายไทย

 

ขณะที่ควายไทยมีแนวโน้มที่จะลดปริมาณลงเรื่อย ๆ จนเป็นวิกฤตความเสี่ยงดังกล่าวนี้ แต่ก็ยังพบว่า มีบางชุมชนที่ยังมีการเลี้ยงควายกันอยู่บ้าง เพราะยังมีบริเวณพื้นที่ทำเลเลี้ยงควายตามบริเวณที่ลุ่มทาม-บุ่ง ของที่ราบลุ่มน้ำสงครามในเขตตำบลท่าบ่อสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม โดยเฉพาะควายของ ชาวบ้านดอนมะจ่าง บ้านดอนแดง บ้านดอนสมอ และบ้านท่าบ่อ ยังมีควายรวม ๆ กันทั้ง ๔ หมู่บ้านไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ตัว

 

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานราชการ และองค์กรเอกชนที่เห็นวิกฤตความเสี่ยงของควายไทย ด้วยการรวมตัวกันจัดตั้งโครงการและศูนย์ต่าง ๆ ขึ้น เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสายพันธุ์ควายและวิถีชีวิตควายที่มีความสัมพันธ์และผูกพันกับคนไทยมาแสนนานหลายแห่ง เช่น

 

• ศูนย์อนุรักษ์และพัฒนาควายสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

 

• ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยเขางาม ใกล้วัดพระนอนจักรสีห์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี

 

• โรงเรียนฝึกอบรมคนเลี้ยงควาย ตำบลบ้านน้ำเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีฃ

 

• ศูนย์อนุรักษ์ควายไทย ฟาร์มปานชีวา เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู

 

• โครงการอนุรักษ์ควายไทย ฟาร์มมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย

 

จังหวัดมหาสารคาม

 

• โครงการรวมใจภักดิ์อนุรักษ์ควายไทย จังหวัดมุกดาหาร

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายไทยอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายโนนอุดม-โนนสว่าง จังหวัดขอนแก่น

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควาย ตำบลหมูม้น อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

 

• ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กระบือไทย ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

 

• ศูนย์อนุรักษ์และพัฒนาควายไทย (โครงการในเครือเจริญโภคภัณฑ์) จังหวัดชลบุรี

 

• กาสรกสิวิทย์ โรงเรียนเพื่อกระบือไทย ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว

 

• กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายภาคเหนือ จังหวัดลำปางและจังหวัดเชียงราย

 

• บิ๊กไอซ์ฟาร์มควายไทย จังหวัดพิษณุโลก

 

• กลุ่มกระบือบาลอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี

 

• ศูนย์อนุรักษ์กระบือไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

 

• ควายน้ำในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

 

ฯลฯ

 

ภูมิปัญญาการเลี้ยงควายไทย ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๘

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.