Print

ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ “สัตว์” ของไทย : ปลากัดไทย

ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ “สัตว์” ของไทย : ปลากัดไทย

 

ปลากัดไทย เป็นปลานํ้าจืดสายพันธุ์พื้นเมืองที่พบตามแหล่งนํ้าธรรมชาติ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta Spledens Regan และมีชื่อสามัญว่า “Siamese Fighting Fish” ปลากัดมีรูปร่างคล้ายปลากริม ลำตัวยาวประมาณ ๕-๖ เซนติเมตร มีคุณสมบัติว่องไว อดทนและมีสีสันสวยงาม เนื่องจากเป็นปลาที่เด็กผู้ชายไทยนิยมแสวงหาเพื่อนำมาเล่นแข่งขัน ประกวดประขันกันมาแต่โบราณ จึงเกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาไทยในการคัดเลือกพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์ปลากัด จนกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญและได้รับความนิยมในต่างประเทศ

 

ภูมิปัญญาในการแสวงหาและคัดเลือกปลากัด คนไทยรู้ว่าปลากัดนิยมเข้าไปอยู่ในรูปูตั้งแต่ช่วงต้นฤดูหนาว ตามขอบหนอง ชายบึง ริมคู และรางนํ้า และจะออกมาแพร่พันธุ์ใหม่ในต้นฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคม กระจายออกไปหากินตามที่มีหญ้ารก ๆ ในเขตนํ้าตื้น ปลากัดสายพันธุ์เดิมนี้เรียกว่า ปลาป่า หรือ ปลาลูกทุ่ง ลำตัวเป็นสีนํ้าตาลอ่อนค่อนข้างดำ มีความว่องไว แต่กัดไม่ทน ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๐ นักเลงปลาบางคนเริ่มใช้วิธีขุดล้วงเอาปลาป่ามาขังไว้ในโอ่ง มาเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงฤดูฝนก็นำมากัดพนันกับปลาป่าซึ่งส่วนใหญ่จะสู้ปลาขุดที่เลี้ยงมาไม่ได้ การเล่นปลาขุดนิยมเล่นกันจนถึงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเกิดการคัดพันธุ์ปลาลูกทุ่งนำมาฝึกต่อสู้ให้อดทนจนกลายเป็นพันธุ์ใหม่ เรียกว่า ปลาหม้อ หรือ “ลูกหม้อ”มีขนาดใหญ่กว่าเดิม กัดเก่งและอดทน ทั้งยังมีสีสันสวยงาม

pet article (6) pet article (5)

 

ภูมิปัญญาในการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดไทย ต่อมาได้เกิดการคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลากัดขึ้นมา อีก ๔ ชนิด เป็นการเริ่มต้นพันธุศาสตร์สัตว์นํ้าของเมืองไทย เกิดปลาพันทางที่ได้จากการผสมปลาลูกหม้อกับปลาลูกทุ่งเรียกว่า ปลาสังกะสี ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะได้ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ถูกกัดขาดง่าย ตัวใหญ่ปลาซํ้าสาม เป็นปลากัดลูกผสมชั้นที่ ๓ ระหว่างปลาสังกะสีกับปลาลูกทุ่ง กัดเก่งกว่าปลาลูกหม้อ ปลาลูกผสม เป็นปลากัดพันทางชั้นที่ ๔ ระหว่างปลากัดซํ้าสามกับปลาป่า และปลากัดจีน เกิดจากการผสมเทียมเพื่อให้ได้สีสันฉูดฉาด สวยงาม ครีบและตะเกียบยาวมาก นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม

 

ภูมิปัญญาในการเลี้ยงปลากัด ภาชนะสำหรับใช้เลี้ยงปลากัด นิยมใช้ขวดโหล เนื่องจากปลากัดเป็นปลาที่มีนิสัยชอบต่อสู้ จึงต้องแยกเลี้ยงเดี่ยว เมื่อได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แล้วจะนำใส่ขวดเทียบกันไว้ในที่สงบ หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ตัวเมียจะตั้งท้อง เมื่อไข่แก่ดีแล้วนำมาเพาะในอ่างเพาะที่มีนํ้าไม่มาก แล้วใส่พันธุ์ไม้นํ้า เช่น ผักบุ้ง เพื่อเป็นที่เกาะของหวอด ซึ่งเกิดจากตัวผู้พ่นนํ้าเป็นฟองเกาะกัน เพื่อใช้เป็นที่ฟักไข่
เมื่อไข่ตัวเมียร่วงหมดแล้ว ให้ช้อนแม่พันธุ์ออก ปลาตัวผู้จะเฝ้าไข่อยู่จนไข่ตกเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้น๗-๑๐ วัน จึงช้อนปลาพ่อพันธุ์ขึ้น นิยมใช้ใบตองแห้ง ใบมะยมสด ใบต้นโมกสดใส่ลงไปในบ่อเพาะเพื่อทำให้นํ้ามีความเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดสารแทนนินที่ช่วยให้บ่อเพาะเหมาะที่จะเป็นที่เจริญเติบโตของแบคทีเรีย หลังจาก ๗ วัน ใบไม้เน่าจะทำให้มีฝ้าอ่อน ๆ เกิดขึ้นบนผิวนํ้า เป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในกลุ่มพารามีเซียม ซึ่งจะเป็นอาหารเสริมสำหรับลูกปลา นอกจากนั้นยังนิยมใช้ใบหูกวาง เพื่อบำรุงสุขภาพและเพิ่มสีสัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้ปลาเป็นโรค หลังจากนั้น ๓ เดือน จึงแยกลูกปลาตัวเมียออกจากลูกปลาตัวผู้ จากนั้นเลี้ยงต่อไปอีก ๕-๖ เดือน จึงคัดปลาขึ้นใส่ขวด

 

ปลาที่จะเลี้ยงเพื่อการแข่งขันหรือการกัดปลา ต้องมีลักษณะดี คือ ลำตัวกลม รูปร่างเหมือนปลาช่อนปลาชะโด หรือปลาหมอ หน้างอนเชิด ปากกว้างหนา สันคอหนา กระโดงใหญ่ โคนหางใหญ่ ตาดำเล็ก ไม่โปน ตะเกียบหรือครีบท้องสั้น ใหญ่และแข็ง ครีบและหางไม่ยาวเกินไป เพื่อจะได้กัดเร็วและว่องไว เกล็ดหนาและเรียบแน่น วิธีฝึกปลาให้ดุ จะนำปลาอีกตัวหนึ่งใส่โหลมาตั้งเทียบไว้ ๑ นาที ให้ปลาที่เลี้ยงกับปลาที่เทียบพองตัวใส่กัน ทำท่ากัดกัน นอกจากนั้นยังต้องฝึกให้มีกำลังแรงดีไม่ตก โดยนำปลาที่ไม่สู้ หรือปลาซิวขนาดพอ ๆ กันเรียกว่า “ลูกไล่” ใส่ลงในขวดประมาณ ๓๐ นาที ให้ปลาที่เลี้ยงไล่กัดลูกไล่ ก็ให้ตักปลาตัวผู้ขึ้นการฝึกเช่นนี้จะทำให้ปลากัดแรงดีไม่ตก นอกจากนี้ยังต้องฝึกให้ปลาไม่ตื่นสนาม โดยการผลัดเปลี่ยนใส่โหลที่แคบบ้าง กว้างบ้าง หรือนำไปซ้อมกับปลาลูกไล่ในที่ต่าง ๆ

 

ความนิยมในการเล่นกัดปลาของคนไทย ทำให้เกิดศัพท์ขึ้นหลายคำหลายสำนวน เช่น ก่อหวอดครํ่าหวอด ดีแต่ในหวอด ลูกหม้อ ซํ้าสาม ลูกไล่ ถอดสี พอง

 

ปัจจุบันแม้การกัดปลาจะลดน้อยลง นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมากขึ้น แต่ภูมิปัญญาในการเลี้ยงและคัดพันธุ์ก็เป็นมรดกที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย มีการรวมตัวของผู้เลี้ยงปลากัดกันก่อตั้งเป็นสมาคม ในชื่อว่า สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดสยาม (Siamese Fighting Fish Conservation and Development Association) เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย
บ้านสวนบางกะเจ้า” อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้ที่มีชีวิต (Life Learning Center)

 

ปลากัดไทย ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.