Print

ภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย

ภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย

เหมืองฝาย เป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำสำหรับการเกษตรของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ที่เรียกว่า กลุ่มวัฒนธรรมล้านนา อันเนื่องด้วยสภาพทางภูมิประเทศเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาสูง ที่ดอนเชิงเขามากถึงสามส่วนของพื้นที่ มีที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาเพียงหนึ่งส่วนของพื้นที่ การบุกเบิกพื้นที่สำหรับทำนาทำได้ในพื้นที่ราบในหุบเขา ที่นาจึงมีสภาพลดหลั่น
เป็นชั้น ๆ มิได้เรียบเสมอกัน ดังนั้น ในการดึงน้ำเข้าสู่ที่นา จึงมีการคิดค้นการสร้างฝายกั้นลำน้ำในตำแหน่ง
ที่สูงกว่าแปลงนา แล้วขุดลำเหมืองจากหน้าฝายให้น้ำไหลเข้าสู่ที่นา เพื่อให้ทุกคนมีน้ำสำหรับทำนาเพียงพออย่างเป็นธรรมเสมอกัน โดยมีองค์กรเหมืองฝายที่มีบทบาทในการจัดการตามข้อตกลงเหมืองฝายที่สมาชิก
ผู้ใช้น้ำได้กำหนดร่วมกัน

junearticle (1)

ประวัติความเป็นมา

เหมืองฝายในพื้นที่ราบภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก เท่าที่ปรากฏพบเป็นหลักฐานนั้น มีการกล่าวถึงเรื่องเหมืองฝายในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ระหว่างปี พ.ศ. ๑๑๐๐ - ๑๒๐๐ และในสมัยราชวงศ์เม็งรายปกครองอาณาจักรล้านนาระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๓๙ – ๒๑01 ได้มีการตรากฎหมายมังรายศาสตร์ที่มีการบัญญัติเรื่องระบบเหมืองฝ่ายไว้เป็นการป้องกันและบริหารระบบเหมืองฝายให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของพระองค์ เช่น “ผู้ใดใสแพล่องถิ้มถูกฝ่ายหลุ (พัง) หื้อมันแปลง แทนหรือมันแปลงบ่ได้ ฝายใหญ่ เอาค่า 110 เงิน ฝ่ายน้อยเอา ๓๒ เงิน เพราะว่าเหลือกำลังมันนา” เป็นต้น

นอกจากกฎหมายพญามังรายจะรักษาฝายแล้ว ยังมีระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีฝาย ผู้คนจะสร้างหอผีฝายใกล้ ๆ กับปากลำเหมืองใหญ่ เพื่อให้เจ้าที่เจ้าทางผีฝายรักษาฝายมิให้คนไปทำลาย เมื่อถึงเวลาที่จะร่วมกันทำนา ผู้คนที่ใช้สายน้ำร่วมกันนับเป็นร้อยเป็นพันคนจะมาร่วมเลี้ยงผีฝายเป็นประเพณีใหญ่ มีหมอหรือปู่จารย์เป็นผู้กระทำพิธี การเลี้ยงผีฝายบางแห่งจะล้มควาย วัว เลี้ยงกัน ผู้คนจะซ่อมแซมฝายให้ดีกั้นน้ำได้มาก ตามต้องการ การป้องกันหอผีฝายในกฎหมายพญามังรายเขียนไว้ว่า “ผู้ใดสะหาวตีหอบูชาผีฝ่ายท่านเสียต้องถือว่าผิดผีฝาย หื้อมันแปลง (สร้าง) หอบูชาดั่งเก่า แล้วหื้อ มันแต่งเครื่องบูชาบริกรรมหื้อชอบ แล้วหื้อมันแปลงฝายไว้ดั่งเก่า”

ในภาคเหนือตอนบนมีเหมืองฝายจำนวนถึง ๔,๐๐๐ กว่าแห่ง ซึ่งมีการสืบสานภูมิปัญญามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชุมชนที่ยังคงยึดถือและปฏิบัติสืบมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เช่น ฝ่ายพญาคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ฝ่ายวังไฮ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ลักษณะเฉพาะที่แสดงอัตลักษณ์

เหมืองฝายเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้าน ประกอบด้วย ตัวฝาย กับลำเหมือง การสร้างตัวฝายใช้วัสดุอุปกรณ์พื้นบ้าน ใช้ไม้ไผ่ ไม้จริง หินวางไม้คร่าววางขวางลำน้ำแล้วตอกยึดด้วยไม้หลัก สร้างเป็นฐานกว้างในลำน้ำแล้วค่อย ๆ วางไม้คร่าวซ้อนและตอกตรึงด้วยไม้หลักหรือใช้ก้อนหินวางขึ้นเป็นชั้น ๆ อย่างแข็งแรงมั่นคงพอที่จะไม่ถูกกระแสน้ำพัดพัง ก่อขึ้นจนได้ความสูงในระดับที่สามารถทดน้ำเข้าลำเหมืองแล้วไหลลงสู่ที่นาได้

junearticle (2) junearticle (3)

 

ลำเหมืองแต่เดิมใช้แรงชาวบ้านที่เป็นสมาชิกผู้ใช้น้ำช่วยกันขุดจากหน้าฝาย ตามแนวของสภาพพื้นที่ค่อย ๆ ลาดลงไปสู่ที่นา โดยแบ่งกันเป็นช่วง ๆ พื้นที่ลำบากก็ใช้จำนวนคนมากหน่อย พื้นที่ง่าย ๆ ก็ใช้จำนวนคนน้อยลง เมื่อถึงที่นาก็มีการขุดลำเหมืองซอยเรียกว่า “เหมืองไส้ไก่” กระจายให้น้ำเข้าถึงที่นาทุกแปลงตรงปากเหมืองไส้ไก่จะมี “แต” แนวไม้หลักปักขวางลำเหมืองเพื่อทดน้ำเข้าสู่เหมืองไส้ไก่ ตรงปากเหมืองไส้ไก่แต่ละเส้นจะมีการกำหนดขนาดช่องน้ำไหลให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำเรียกว่า “ต้าง” ที่พอดีกับจำนวนพื้นที่นาที่รับน้ำในแต่ละสาย เพื่อให้ที่นาทุกแปลงได้รับการแบ่งน้ำอย่างเหมาะสมกับขนาดพื้นที่

 

เพื่อให้การจัดการบริหารแบ่งน้ำอย่างเป็นธรรม จึงมีการจัดตั้ง “องค์กรเหมืองฝาย” ขึ้นเพื่อควบคุมดูแลให้เป็นไปตามข้อตกลงอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง รูปแบบองค์กรจะมีขนาดและ
ความซับซ้อนแตกต่างกัน ตามขนาดจำนวนสมาชิกผู้ใช้น้ำ ขนาดพื้นที่นา จำนวนสาขาของลำเหมืองว่ามีมากน้อยเพียงใด ขนาดเล็กมากก็จะมี “แก่ฝาย” คนเดียว แก่ฝายเป็นผู้นำเป็นประธานในการควบคุมการทำงานขององค์กรเหมืองฝาย หากใหญ่ขึ้นก็มี “แก่ฝายกับล่ามน้ำ” ที่มีบทบาทการสื่อสารกับสมาชิกผู้ใช้น้ำ บางแห่งก็มี “ผู้ช่วยแก่ฝาย” ในระบบที่ใหญ่ขึ้นก็จะมี “แก่เหมือง” เป็นผู้นำที่ดูแลจัดการลำเหมืองแต่ละเส้น

 

ในการจัดการบริหารและแบ่งน้ำนั้นต้องดำเนินตาม “ข้อตกลงเหมืองฝาย” ที่สมาชิกทุกคนได้ร่วมกันกำหนดขึ้นเป็นสัญญาประชาคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งมีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติตาม ข้อตกลง
เหมืองฝายยึดหลักความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกัน ใครมีที่นามากใช้น้ำมาก ต้องทำงานมาก จัดหาอุปกรณ์มาก เช่น หากมีที่นาไม่เกิน ๑๐ ไร่ ส่งคนมาตีฝาย ขุดลอกลำเหมือง ๑ คน หากมีที่นาเกิน ๑๐ ไร่ ต้องส่งคนมา ๒ คน การเตรียมอุปกรณ์มาซ่อมแชมฝายก็เช่นกัน เช่น กำหนดไว้ให้นำไม้หลักมา ๑๐๐ อัน ต่อการมีที่นา ๑ ไร่ หากมีที่นา ๑๐ ไร่ ก็ต้องเตรียมมา ๑,๐๐๐ อัน เป็นต้น เมื่อช่วยกันดูแลระบบเหมืองฝายแล้ว ทุกคนไม่ว่าจะมีที่นา ๑ ไร่ ๑๐ ไร่ หรือ ๒๐ ไร่ ก็จะได้รับการแบ่งน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจะถูกปรับไหมตามที่ตกลงกัน หากไม่มาทำงานเกิน ๓ ครั้ง โดยไม่มีเหตุจำเป็นจะให้ออกจากสมาชิก ไม่สามารถใช้น้ำได้ต่อไป เป็นต้น

 

ทุก ๆ ปีเมื่อมีการซ่อมแซมฝายและขุดลอกลำเหมืองแล้วจะมี “พิธีกรรมเลี้ยงผีฝาย” ร่วมกันเป็นจิตวิญญาณแห่งการเคารพธรรมชาติ และเป็นพิธีกรรมที่สร้างความสามัคคีในสมาชิกผู้ใช้น้ำในองค์กร
เหมืองฝายลูกเดียวกัน ทำพิธีกรรมเสร็จก็กินข้าวร่วมกัน พูดคุยปัญหาและการแก้ไขข้อตกลงและการทำงานร่วมกันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

คุณค่าและบทบาทของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีต่อวิถีชีวิต

 

การเคารพธรรมชาติและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นหลักการสำคัญของเหมืองฝายเป็นการทดน้ำเข้าสู่ที่นา แค่เพียงพอสำหรับการทำนา น้ำสามารถไหลล้นผ่านฝายไปยังฝายลูกถัด ๆ ไป และน้ำที่เข้าสู่ที่นาแล้ว หากมีส่วนเกินก็จะมีการขุดลำเหมืองให้น้ำไหลกลับสู่ลำน้ำเดิม ไม่ได้กักเก็บไว้ใช้เองทั้งหมดมีการดูแลป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย ในการซ่อมแซมฝายควบคู่กันไปด้วย บริเวณตัวฝายตลอดลำเหมืองเป็นแหล่งสัตว์น้ำ พืชน้ำที่ชาวบ้านมาหากินเป็นอาหาร

 

เหมืองฝายทำให้ทุกคนมีหลักประกันว่าจะมีน้ำใช้ในการผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อมีน้ำก็จะเกิดความมั่นคง ในการดำรงชีวิต มีข้าวกิน มีอาหาร มีรายได้ที่จะดูแลครอบครัว

 

เหมืองฝาย เป็นประชาธิปไตยชุมชน เพราะในองค์กรเหมืองฝาย มีการเลือกผู้นำที่มีความยุติธรรมมีความสามารถในการจัดการบริหารทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นธรรม ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดข้อตกลงเหมืองฝาย แม้จะมีที่นาไม่เท่ากัน แต่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งของชุมชน

 

สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม

 

ปัจจุบันพื้นที่นาถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ ที่ดินหลุดมือจากชาวนาไปสู่คนภายนอกที่ไม่รับรู้ และเข้าใจในเรื่องเหมืองฝาย มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นสวน เป็นรีสอร์ท สนามกอล์ฟ
บ้านจัดสรร โรงงาน หรือซื้อที่ดินทิ้งร้างไว้รอขายเก็งกำไร จนทำให้ปริมาณที่ทำนาลดลง การบริหารจัดการเหมืองฝายยากลำบากขึ้น เกิดความขัดแย้งแย่งชิงการใช้น้ำระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น

 

คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำนาและไม่มีการเรียนรู้ในเรื่องภูมิปัญญา การจัดการน้ำแบบเหมืองฝายก็ลดน้อยลงไป ในสถาบันการศึกษาไม่มีการจัดการเรียนการสอน คนที่เข้าใจเรื่องเหมืองฝายมีอยู่ในผู้สูงอายุ
ที่มีจำนวนลดลงโดยลำดับ

 

โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ หากสร้างขึ้นที่ลำน้ำใดก็จะกระทบกับเหมืองฝายตลอดลำน้ำ เพราะอำนาจในการปิดเปิดน้ำจากเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ไม่ได้อยู่ในมือของชาวนา
จึงทำให้การบริหารจัดการเหมืองฝายไม่เป็นอิสระและมีความยากลำบากมากขึ้น

 

กฎหมายคุ้มครองเหมืองฝายที่ผ่าน มี พรบ. ชลประทานราษฎร์ พ.ศ. ๒๔๘๒ แม้จะทำให้เหมืองฝาย มีสถานภาพได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน แต่ระบบการสนับสนุน ทั้งด้านการศึกษาวิจัย การส่งเสริม
ความเข้มแข็ง การสร้างนวัตกรรมนั้นไม่มีหน่วยงาน กลไกที่เข้ามาดูแลแต่อย่างใด จึงทำให้องค์กรเหมืองฝายที่มีอยู่ทั่วภาคเหนือตอนบนดำเนินงานไปตามศักยภาพของแต่ละแห่งตามลำพัง

 

ภูมิปัญญาการเหมืองฝาย ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๘

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

ยอด เนตรสุวรรณ. (๒๕๖๐). เหมืองฝาย สุดยอดภูมิสถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย.

 

วัฒนธรรม ๕๖, ๒ (เมษายน - มิถุนายน).