Print

ภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : ภูมิปัญญาการทำเส้นไหมไทย

ภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : ภูมิปัญญาการทำเส้นไหมไทย

ผ้าไหม (Thai silk) เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาวสยามที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ กว่าจะเป็นผืนผ้าไหมที่สวยงาม ต้องผ่านกระบวนการสั่งสมประสบการณ์อันยาวนานของช่างทอ เริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อนการเลี้ยงตัวไหม การสาวไหมเพื่อนำมาทำเป็นเส้นไหม การฟอกไหม การย้อมสี และการทอเป็นผืนผ้า

ตัวไหมที่เลี้ยงกันในประเทศไทยเพื่อนำมาทำเส้นใยเป็นตัวไหมชนิด Bombyx mor จัดเป็นผีเสื้ออยู่ในวงศ์ Bomycideae กินใบหม่อนเป็นอาหาร ลอกคราบ ๔ ครั้งในระยะที่เป็นตัวหนอนดักแด้ ฟักออกเป็นตัวได้ปีละหลายครั้ง รังไหมมีขนาดเล็กแต่จะให้เส้นไหมที่มีความอ่อนนุ่มและเป็นมันงากว่าไหมพันธุ์จีนและพันธุ์ญี่ปุ่น แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริวณประเทศไทยมีการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมอย่างแพร่หลายมาช้านาน นอกจากเอกสารของจีน บันทึกของจูตากวน (Zhou Da-Guan) ที่เดินทางเข้ามาในอาณาจักรขอม ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ชาวกัมพูชาไม่รู้จักเลี้ยงไหม รู้จักแต่วิธีทำผ้าฝ้ายโดยใช้กี่แบบพื้นบ้านง่าย ๆ แต่เป็นชาวสยามที่นำภูมิปัญญานี้เข้ามา เขาบันทึกว่า “ชาวฟื้นเมืองขอมไม่ชอบเลี้ยงตัวไหมหรือปลูกต้นหม่อน...เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชาวสยามที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศนี้ได้ทำการเลี้ยงตัวไหมและปลูกต้นหม่อน เมล็ดต้นหม่อนและตัวไหมต่างก็มาจากประเทศสยามทั้งสิ้น ผ้าที่ทำด้วยพรรณไม้ชาวขอมก็ไม่รู้จัก แต่เขามีผ้าที่เรียกว่า โลมะ (loma) ชาวไทยใช้ไหมทอเป็นผ้ายกดอกสีคล้ำซึ่งเขาใช้นุ่งห่ม หญิงไทยสามารถเย็บและปะชุนได้...”

บรรพบุรุษของชาวสยามส่วนหนึ่งได้สถาปนาอาณาจักรอยุธยาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยมีกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีหลักฐานจากเอกสารต่างชาติ โดยเฉพาะเอกสารจากปากคำชาวกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกพม่าจับไปเมืองพม่า ดังเช่นหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัด ที่แปลมาจากภาษามอญครั้งสมัยรัชกาลที่ ๔ ว่ากรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้นเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ มีสินค้าที่นำมาจากต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะจำพวกสิ่งทอ มีตลาดหลายแห่ง แบ่งเป็นย่านๆ ย่านที่ขายสิ่งทอ ได้แก่“...ถนนย่านป่าไหมกับป่าเหล็ก ต่อกันอยู่ข้างละฟากถนน ซีกหนึ่งมีร้านขายไหมครุย ฟั่นไหมเบญจพรรณไหมลาว ไหมเขมร ไหมโคราช...” (หน้า ๑๙๑)

...ถนนย่านท่าทราย มีร้านชำ ขายยา ผ้าสมปักเชิงปูม* ผ้าลายกุศราช ย่ำมะหวาด สมปักเชิงสมปักกล่องจวน สมปักริ้วและผ้ากราบใหญ่น้อย...” (หน้า ๑๙๔) ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฟากก็มีย่านการค้าต่าง ๆ เช่น บ้านศาลาเกวียนใกล้แม่น้ำป่าสักตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระนคร ในเดือน ๓เดือน ๔ จะเต็มไปด้วยเกวียนที่นำสินค้าจากเมืองโคราชและพระตะบองมาขาย สินค้าสิ่งทอที่นำมาจากโคราชมี “..ผ้าตะราง ผ้าสายบัวสี่คืบหน้าเก็บทอง ผ้าตาบัวปอกตาเล็ดงา แลไหม...” ส่วนสิ่งทอที่มาจากเกวียนเมืองพระตะบอง มี “...ไหม...ผ้าปูม แพรญวณ...” (หน้า ๑๗๗) บ้านริมวัดลอดช่อง พวกแขกตานีทอผ้าไหมผ้าด้ายเป็นผ้าพื้น ผ้าม่วงเกลี้ยงม่วงดอกขาย (หน้า ๑๘๐) แสดงว่าโคราชและพระตะบองป็นแหล่งผลิตผ้าพื้นเมืองและเส้นไหมที่สำคัญมาแต่โบราณ โดยมีแขกปัตตานีเป็นช่างทอผ้าไหมและผ้าพื้นขายให้ชาวอยุธยา

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นยุคแห่งการทำนุบำรุงการทำไหม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งกรมช่างไหมขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ แต่ก่อนที่จะมีการตั้งกรมช่างไหมนั้น พระยาเทเวศวงศวิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการได้จ้างผู้เชี่ยวชาวญี่ปุ่น ศาสตราจารย์คามีโทโร ทายามา (Kametoro Tayama) เข้ามาทดลองปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่บริเวณทุ่งศาลาแดง และได้ฝึกหัดข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิรา ฯ ให้ใช้เครื่องสาวไหมแบบญี่ปุ่น คือ ชนิดหมุนด้วยมือและแบบใช้เท้าเหยียบในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ตั้งโรงเรียนช่างไหมที่ศาลาแดงก่อนจะขยายสาขากรมช่างเลี้ยงไหมไปสู่หัวเมืองในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่มณฑลนครราชสีมา เพื่อจัดการบำรุงพันธุ์ไหมที่เลี้ยงอยู่แล้วให้มีคุณภาพดีขึ้นมีการแจกพันธุ์ไหมให้ราษฎรชาวพุทไธสงและชาวรัตนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ และฝึกหัดราษฎรให้เรียนรู้การทอผ้าชนิดต่าง ๆ ซึ่งต่อมาก็ขยายกิจการไปยังเมืองบุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด เมืองชัยภูมิและเมืองจตุรัส หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลก็ขาดงบประมาณที่จะทะนุบำรุงส่งเสริม การเลี้ยงไหมจึงยกเลิกกรมช่างไหมไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ แต่ชาวบ้านในภาคอีสานก็ยังเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม เพื่อใช้เองในครัวเรือน

หลังสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขาดแคลนเสื้อผ้าขึ้นในประเทศ รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้ให้กระทรวงเศรษฐการตั้งโรงสาวไหมที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ แต่โรงงานมีปัญหาเนื่องจากเครื่องสาวไหมที่สั่งมาจากประเทศอิตาลี ไม่เหมาะกับเส้นไหมพื้นเมืองและชาวบ้านไม่มีความชำนาญในการเลี้ยงไหมพันธุ์ที่สั่งมาจากต่างประเทศ จึงหยุดกิจการไปใน พ.ศ. ๒๔๙๘

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ ๙ ผ้าไหมมัดหมี่จากภาคอีสานกลายเป็นศิลปหัตถกรรมที่แพร่หลายและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก
สืบเนื่องมาจากพระวิจารณญาณอันลึกซึ้งของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงจัดตั้งโครงการศิลปาชีพและศูนย์ศิลปาชีพ ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรภาคอีสานปลูกหม่อน เลี้ยงไหมพันธุ์พื้นเมืองและตั้งกลุ่มทอผ้าไหมขึ้นเพื่อผลิตผ้าไหมเป็นอาชีพ โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ทำให้ผ้าไหมพื้นเมืองของชาวอีสานมีการปรับปรุงลวดลาย สี รูปแบบและคุณภาพ ตลอดจนปรับปรุงเครื่องมือทอผ้า ได้แก่ ขยายขนาดของฟืมที่ใช้ทอเพื่อให้ได้ผ้าหน้ากว้างขึ้นเหมาะสมกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค และใช้
กี่กระตุกเพื่อทอผ้าพื้นได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ทรงส่งเสริมการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมของชุมชนต่าง ๆ โดยทรงรับซื้อไว้ในราคาสูงเพื่อจูงใจให้ชาวบ้านได้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาการทอผ้าของตนไว้ กล่าวได้ว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นมา ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมพื้นมืองของไทยได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อโครงการศิลปาชีพพิเศษทอผ้าไหม อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นแห่งแรก

ภูมิปัญญาการปลูกหม่อน

ต้นหม่อนเป็นพืชที่ปลูกเก็บใบมาเป็นอหารของตัวไหม สามารถขึ้นได้ในดินที่ไม่มีน้ำขัง ระบายน้ำดี ดินมีความร่วนซุย ต้นหม่อนจะเจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดดตลอดทั้งวัน จากการที่เกษตรกรเรียนรู้ การปลูกหม่อน พบว่า การเลือกที่ดินเพื่อปลูกหม่อน ไม่ควรอยู่ห่างจากโรงเลี้ยงไหมเพื่อความสะดวกและไม่ควรอยู่ใกล้แปลงปลูกยาสูบ สวนผักสวนผลไม้ที่ใช้ยาฆ่าแมลง หรือใกล้โรงงานอุตสาหกรรม เพราะละอองสารเคมีอาจปลิวไปติดอยู่บนใบหม่อนซึ่งเป็นอันตรายต่อหนอนไหม

ภูมิปัญญาการคัดเลือกสายพันธุ์ไหม

สายพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านดั้งเดิมมี ๒ สายพันธุ์ คือ ชนิดที่รังไหม้เป็นสีนวล (ขาว) และรังไหม เป็นสีเหลือง มีความยาวเพียง ๔๐ - ๔๕ ม.ม. หนัก ๒ กรัม (รายงานของนายโทยามะถึงเสนาบดีกระทรวง
เกษตราธิการ ๒๔๔๕ อ้างถึงใน หนังสือมัดหมี่มัดใจ
, ๒๕๔๗ : ๖) เป็นไหมที่มีความแข็งแรง เลี้ยงง่าย ปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศได้ดี เส้นไหมมีความยืดหยุ่นดี มีความเงางาม มีปุ่มปม ย้อมติดสีได้ดี การสาวเส้นใย ทำได้ง่าย ไหมสายพันธุ์ไทยพื้นบ้าน ได้แก่ พันธุ์นางเหลือง พันธุ์แพงพวย พันธุ์นางตุ่ย พันธุ์นางสิ่ว พันธุ์สำโรง พันธุ์นางน้อย พันธุ์กากี และพันธุ์นางลาย

ภูมิปัญญาการเลี้ยงไหม

การเลี้ยงไหมของชาวอีสานมีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ เล่ม ๖ เดือนมีนาคม ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๔) ชื่อบทความว่า เรื่องเลี้ยงตัวไหมและวิธีทำเส้นไหม” สรุปความได้ว่าตัวไหมที่จะนำมาทำพันธุ์ต้องเลือกคัดเอาตัวไหมที่แก่อยู่ในฝักแล้ว คัดออกมาเป็นตัว ทั้งตัวผู้เมีย แล้วเอาขันครอบไว้ด้วยกัน ก่อนครอบนำผ้ามารองไว้ข้างล่างเพื่อรองรับฟองไข่เล็ก ๆ คล้ายไข่ปลาที่จะออกมาในคืนนั้น เมื่อได้ไข่แล้วก็เอาตัวไหมทิ้งไปเสีย เก็บไว้แต่ไข่เพื่อทำพันธุ์ต่อไป

 

ไข่จะออกมาเป็นตัวคล้ายหนอนเล็ก ๆ เอาใบหม่อนมาซอยให้ละเอียดโรยให้ตัวไหมที่อยู่ในกระด้งกิน เมื่อตัวไหมโตขึ้น จะนำไปใส่กระด้งที่ใหญ่ขึ้น กระด้งละ ๑๐๐ - ๒๐๐ ตัว ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไหมในเดือนเก้า - เดือนสิบ เพราะฝนตกมากใบหม่อนจึงมีมาก ระยะนี้ไม่ต้องซอยใบหม่อนให้ละเอียด โปรยไปได้เลยทั้งใบ ให้กินวันละ ๒ ครั้ง เช้า – เย็น แต่กระด้งที่ใส่ตัวไหมเวลากลางวันต้องเอาผ้าคลุมให้มิดชิด มิฉะนั้นแมลงวันมาเจาะตัวไหมทำให้ตายได้ สิ่งอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดกับตัวไหม คือ ยาสูบ เมื่อได้กลิ่นจะตายทันที

เมื่ออายุได้ ๑๕ วัน ตัวแก่จะออกสีเหลืองอ่อน ๆ ตั้งแต่นั้นจะไม่กินอาหารอีกเลย เมื่อเห็นว่าแก่ได้ทีแล้วจึงเก็บใส่กะจ่อ (ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ ทรงกลม มีหลายขนาดไว้เก็บไหมสุก) แล้วเอาผ้าคลุมไว้
๑ - ๒ คืน ตัวไหมจะชักใยหุ้มตัวมิดชิด

การเก็บรังไหม เมื่อไหมสุกแล้วต้องเก็บรังไหมออกจากจ่อ นำมาคัดเลือกแยกรังดีออกจากรังเสียเพื่อนำไปสาวไหมทำเส้นไหมต่อไป

junearticle (8) junearticle (9)

ภูมิปัญญาการสาวไหม

เส้นใยไหมเป็นสารโปรตีนธรรมชาติที่แข็งตัว การสาวไหม คือการดึงเส้นไหมออกจากรังไหมผ่านเครื่องสาวไหมแบบพื้นบ้านที่เรียกว่า เครื่องพวงสาว ซึ่งเป็นกระบวนการดั้งเดิมที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ดังนั้น ผู้ที่สาวไหมต้องเป็นคนเข้าใจและมีความชำนาญจึงทำได้ จึงเป็นวิชาที่สืบทอดกันในกลุ่มผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ได้มีบันทึกไว้ในหนังสือลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนี้

“ต้องหาหม้อใบหนึ่งโตขนาดวัดโดยรอบราว ๒๕ นิ้ว ปากหม้อนั้นใส่ไม้โค้งคล้ายวงครุ ที่ปากหม้อมีไม้แบน ๆ เจาะรูกลาง เหนือไม้แบนขึ้นไป มีรอกคล้ายกับจักร...เป็นรูปกลม ๆ เมื่อจะสาวนั้นเอาฝักและรังใส่ในหม้อตั้งแต่ ๓๐ - ๕๐ ฝัก ต้มให้น้ำร้อน แล้วเอาเส้นไหมลอดรูไม้แบนที่ปากหม้อ สาวขึ้นมาพันกับรอกรอบ ๑

ที่บนหม้อนั้นมีไม้ง่ามอันหนึ่งยาวประมาณ ๑ ศอก เรียกว่า ไม้ขืบ มือหนึ่งสาวไหมจากรอกไปลงในภาชนะอันหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือไม้ขืบกดและเขย่ารังไหมที่อยู่ในหม้อ เพราะรังไหมที่อยู่ในหม้อนั้นลอย ถ้าไม่กดไม่เขย่า ไหมก็แน่นสาวไม่ออก ถึงออกก็เส้นจะโต

เส้นไหมที่ได้จากการสาวไหมแต่ละครั้ง แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท

๑. เส้นไหมหลืบ หรือไหมเปลือก หรือไหม ๓ เป็นเส้นไหมที่สาวได้จากฝักครั้งแรก เป็นไหมเส้นเล็กบ้างโตบ้าง มีสีเหลืองแก่ตามสีฝักรังไหม เป็นไหมหยาบเส้นโตใช้ทอผ้าได้

๒. เส้นไหมสาวเลย หรือไหมลวด หรือไหม ๒ เป็นเส้นไหมที่สาวได้จากฝักไหมชั้นกลาง เส้นและเนื้อดีกว่าไหม ๓

๓. เส้นไหมน้อย หรือไหมเครือ หรือไหมยอด หรือไหม ๑ เป็นเส้นไหมที่ได้จากฝักรังไหมชั้นใน

๔. เส้นไหมขี้กะเพย หรือ ยามแลง หรือปากหม้อ เป็นเส้นไหมที่สาวจากเปลือกรังไหมที่เหลือจากการสาวไหม ๑ หรือไหม ๒ มารวมกันแล้วนำมาต้มสาวใหม่ (โดยส่วนใหญ่การสาวไหมแลงจะทำทีหลังสุด
ซึ่งจะเป็นตอนช่วงบ่ายหรือเย็น จึงเรียกว่า ไหมแลง หรือไหมตอนเย็น) เส้นไหมประเภทนี้สมัยก่อนจะทิ้งไป หรือเอาไปทอผ้าเหยียบ (ผ้าห่ม)

หลังจากสาวไหมเสร็จแล้ว นำเส้นไหมไปกรอใส่อัก และพันเกลียวประมาณ ๘๐ รอบ ๑ รัง สามารถ สาวไหมได้ยาว ๔๐๐ - ๕๐๐ เมตร

ภูมิปัญญาการฟอกไหม

การฟอกไหม เป็นขั้นตอนการทำความสะอาดเส้นไหมเพื่อละลายปุ่มปมที่เรียกว่า ขี้ไหม ออกจากเส้นไหม ทำให้ได้เส้นไหมที่เรียบสวยงาม โดยการแช่ในน้ำด่างขี้เถ้าที่ได้จากการเผาวัสดุธรรมชาติ เช่น เหง้า ต้นกล้วย ฟางข้าว งวงตาง ฝักนุ่น ผักขมหนาม เป็นต้น เป็นเวลา ๑ คืน แล้วนำมาต้มประมาณ ๑ ชั่วโมงจนเส้นไหมเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีนวลขาวแล้วนำมาล้างน้ำเย็น เพื่อทำความสะอาดจนเส้นไหมหมดเมือกลื่น ตากไว้จนแห้งสนิทเพื่อทำให้เส้นไหมย้อมติดสีได้ดียิ่งขึ้น

ภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติ

การย้อมสีเส้นไหม เป็นการใช้สีที่สกัดได้จากทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่น อาทิ แมลง พืช และมีการย้อมซ้ำด้วยสารละลายกรดด่างธรรมชาติ เช่น น้ำเกลือ น้ำคั้นจากพืชที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพการย้อมทำให้สีเส้นไหมมีความหลากหลาย ทนแสง ทนการซัก ช่างไหมต้องมีความรู้เรื่องสีว่า สีตามธรรมชาติเมื่อผสมกันจะเป็นสีใด เช่น สีเหลืองผสมกับสีน้ำเงินจะกลายเป็นสีเขียว ต้องวางแผนย้อมสีอ่อนไปหาสีเข้ม เช่นการย้อมสีแดงอมชมพู ด้วยการใช้ครั่ง และใช้น้ำใบเหมียด น้ำมะขาม น้ำคั้นจากผลมะเฟืองและสารส้มตำละเอียดเป็นสารช่วยติดสี หรือการย้อมสีเทาอมเขียวด้วยการใช้เปลือกต้นและใบย่านางและใช้น้ำมะนาวเป็นสารช่วยติดสี เป็นต้น

ภูมิปัญญาการทอ

ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีความหลากหลายทั้งรูปแบบ สีสัน ลวดลายแตกต่างกันไปตามความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรมในพื้นถิ่นนั้น แต่ทว่าผ้าที่สร้างลวดลายด้วยการมัดย้อมเส้นไหมก่อนนำไปทอเป็นผืน เป็นวิธีการชั้นสูงที่ต้องอาศัยช่างทอที่มีความชำนาญและมีศิลปศาสตร์อย่างสูง วิธีการทอผ้ามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับประโยชน์ใช้สอยและคุณภาพของเส้นใย ได้แก่

๑. การทอขัด เป็นวิธีการทอผ้าพื้นฐานของผ้าทุกชนิด คือ มีเส้นพุ่งและเส้นยืน ซึ่งอาจเป็นสีเดียวกันหรือต่างกัน ผ้าทอลายขัดที่เป็นเอกลักษณ์ของผ้าต่าง ๆ เช่น ซิ่นก่าน ซิ่นทิว ซิ่นลายแตงโม ผ้าขาวม้า
ผ้าตาสมุก (ผ้าลายเกล็ดเต่า) ผ้าลายเมล็ดงา เป็นต้น

๒. มัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าที่เกิดจากการมัดย้อมเส้นใยก่อนนำไปทอ กลุ่มไทย-ลาวอีสานแต่เดิมใช้การมัดย้อมเส้นพุ่งแต่อย่างเดียว และทอด้วยการใช้ตะกอเพียง ๒ ตะกอเท่านั้น ทำให้ผ้าไหมมัดหมี่ มีสีเหมือนกันทั้งสองด้าน ส่วนผ้าไหมของกลุ่มอีสานใต้โดยเฉพาะกลุ่มไทยเขมร มีวิธีการมัดย้อมเส้นพุ่งด้วยวิธีพิเศษ มีการจัดเตรียมเส้นพุ่งแยกขาดออกจากกันเป็นกลุ่ม และต้องใช้กระสวยหลายอันในการทอ ทำให้ลวดลายคมชัด ผ้าสมพต ของกลุ่มนี้ มีวิธีการทอตั้งแต่ ๓ ตะกอขึ้นไป ทำให้ได้ผ้าเนื้อแน่น มีสีด้านหนึ่งทึบกว่าสีอีกด้านหนึ่ง ผ้าที่ทอด้วยวิธีการมัดหมี่นี้ในอดีตใช้ทอเป็นผ้านุ่งเท่านั้น

๓. ขิด เป็นภาษาพื้นบ้านอีสาน หมายถึง สะกิดหรือวักซ้อนขึ้น การทอผ้าขิด จึงหมายถึง กรรมวิธีการทอที่ผู้ทอใช้ไม้ เรียกว่า “ไม้เก็บขิด” สะกิดหรือช้อนเส้นยืนยกขึ้นเป็นช่วงระยะตามลวดลายตลอดหน้าผ้า แล้วพุ่งกระสวยสอดเส้นพุ่งพิเศษและเส้นพุ่งเข้าไปตลอดแนว ทำให้เกิดลายนูนบนผืนผ้า ส่วนใหญ่จะเป็นลายซ้ำ ๆ ตลอดแนวผ้า สีของลวดลายจะเป็นสีของด้ายพุ่งพิเศษ ลักษณะของผ้าทอลายขิด จะต้องเป็นลายซ้ำของเส้นพุ่งที่มีสีเดียวกันตลอด อาจเหมือนหรือไม่เหมือนกันทั้งผืนก็ได้ แต่ต้องมีลายซ้ำที่มีจุดจบแต่ละช่วงของลายอย่างชัดเจน โดยทั่วไปนิยมทอผ้าขิดด้วยฝ้าย เพื่อใช้ทำหมอน

๔. จก หมายถึง การควัก ขุด คุ้ย การทอผ้าจกจึงเป็นลักษณะของการทอที่ผู้ทอต้องใช้วิธีล้วงดึงเส้นด้ายพุ่งพิเศษขึ้นลงเพื่อสร้างลวดลาย จกเป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าคล้ายการปักด้วยวิธีการเพิ่มด้านพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วง ๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า โดยใช้ไม้ขนเม่น หรือนิ้วมือจกเส้นด้ายหรือเส้นยืนยกขึ้น แล้วสอดใส่ด้ายพิเศษเข้าไปเป็นช่วง ๆ สลับสีตามต้องการ สามารถออกแบบลวดลายและสีสันของผ้าได้ซับซ้อนและหลากสีสัน ซึ่งต่างจากผ้าขิดที่ใช้เส้นพุ่งพิเศษสีเดียวตลอดหน้ากว้างของผืนผ้าการทอผ้าจกนิยมทอเป็นตีนซิ่น เพื่อนำไปประกอบกับตัวซิ่น จึงมีชื่อเรียกว่า “ผ้าซิ่นตีนจก หรือผ้าเชิงจก” คนโบราณจะทอเพื่อใช้ในงานบุญต่าง ๆ เช่น ผ้าคลุมศีรษะนาค ผ้าห่อคัมภีร์ เป็นต้น

๕. ยก การทอผ้ายก คือ การเพิ่มลวดลายในพื้นผ้าให้มีความพิเศษขึ้น โดยใช้วิธีเก็บตะกอลอย การยกตะกอเพื่อแยกเส้นด้ายยืนครั้งละกี่เส้นก็ตามแต่ลวดลายที่คิด ให้เส้นด้ายพุ่งผ่านไปเฉพาะเส้น เมื่อทอพุ่งกระสวยไปมาควบคู่ไปกับการยกตะกอจะเกิดเป็นลวดลายนูนจากผืนผ้า ถ้าทอยกด้วยไหมจะเรียก ยกไหมทอยกด้วยเส้นทองเรียก ยกทอง หากทอยกด้วยเส้นเงินเรียก ยกเงิน

๖. การควบเส้น เป็นการสร้างลวดลายและสีเหลื่อมกันของเส้นใยในผืนผ้า ใช้เส้นไหมสองสีที่มีน้ำหนักอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นตีเกลียวรวมเป็นเส้นเดียวกัน โดยสีเหลืองจะเป็นสีที่เป็นเอกลักษณ์ในการควบและนำมาใช้เป็นเส้นพุ่งหรือเส้นยืนในการทอ ผ้าที่ทอจะเป็นผ้าพื้นสีเหลือบ เรียกว่า ผ้าหางกระรอก ในภาษาอีสานเรียกว่า ผ้ามับไม

คุณค่าและบทบาทของมรดกภูมิปัญญหางวัฒนธรรมที่มีต่อวิถีชุมชน

คุณค่าและบทบาททางสังคมและวัฒนธรรม

ผ้าไหมเป็นผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานทำบุญ งานแต่งงาน งานต้อนรับแขก บางผืนใช้เวลาในการทอเป็นปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักความศรัทธา เช่น ผ้ามัดหมี่ ผ้าตีนจก ผ้าตาด ผ้ายก เป็นต้น
ในอดีตผ้าที่ใช้ในราชสำนัก เป็นผ้าไหมที่มีความประณีต สีสันสวยงาม ทอด้วยช่างหลวง ผ้าไหมยังแสดงชั้นยศของผู้สวมใส่

คุณค่าและบทบาททางเศรษฐกิจ

การทอผ้าไหมในอดีตเป็นการแสดงศิลปะ แสดงฝีมือความเป็นลูกผู้หญิง ทอให้กับคนที่รักใคร่สมัยหลังเป็นการทอเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว เมื่อยามว่างจากการทำนา คนในชุมชนจะรวมกลุ่มกัน เพื่อทอผ้า

สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม

การทอผ้าไหมในประเทศไทยนิยมทอกันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ละจังหวัดแต่ละชุมชน จะมีการสืบทอดกระบวนการทอผ้าไหมที่แตกต่างกัน เป็นการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมน้อยลง การใช้ไหมโรงงานหรือไหมอุตสาหกรรมจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะเส้นใยไหมจะมีความเรียบและความสม่ำเสมอ และยังมีการนำเข้าเส้นไหมจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งคุณภาพต่างกับเส้นไหมในประเทศไทย แต่ถึงอย่างไร ไหมไทยยังคงได้รับความนิยมนำมาตัดเป็นชุดเพื่อสวมใส่ในงานต่าง ๆ อยู่เสมอ ความมีชื่อเสียงของไหมไทย ที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้ความนิยมนั้น ทำให้มีการลอกเลียนแบบผ้าไหมไทยจำหน่าย จึงทำให้ต้องเกิดตราสัญลักษณ์นกยูงขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพของไหมไทย

ภูมิปัญญาการทำเส้นไหมไทย ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๘

 

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล.

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). มรดกภูมิปัญญาสิ่งทออีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.