Print

มรดกภูมิปัญญานำพา “สายฝน” : เพลงแห่นางแมว

มรดกภูมิปัญญานำพา “สายฝน” : เพลงแห่นางแมว

ในสังคมเกษตรกรรมซึ่งนํ้าฝนมีความสำคัญอย่างมากต่อการเริ่มเพาะปลูกพืชพันธุ์ ถ้าปีใดฝนมาช้า พื้นดินแห้งแล้ง ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ก็จะเกิดความเดือนร้อนไปทั่ว เกิดความอดอยากยากจน ไม่มีข้าวพืชไร่ไว้เลี้ยงชีพไว้ขาย สำหรับเอาเงินมาใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ

ในสังคมดังกล่าวจึงมีพิธีอันเนื่องมาจากความเชื่อที่จะทำลายอำนาจที่ทำให้ฝนแล้ง บันดาลให้ฝนตกลงในเทศกาลดังกล่าว เพื่อที่จะเริ่มชีวิตเกษตรกรรม ในสังคมไทยมีพิธีกรรมเกี่ยวกับความเจริญงอกงามที่ประพฤติเป็นประเพณีสืบต่อกันมา คือ เรื่องแห่นางแมว เรื่องปั้นเมฆของภาคกลาง และประเพณีการจุดบั้งไฟของภาคอีสาน

การที่ทำพิธีแห่นางแมว เพราะมีความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่กลัวนํ้า จึงเป็นตัวที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตก จึงต้องจับแมวมาตระเวนแห่และให้ผู้คนตักนํ้ารดราดแมวจนแมวเปียกหนาวสั่น เพื่อทำลายความเป็นตัวแล้งให้หมดไป

การแห่นางแมวของชาวบ้านจะทำในปีที่ฝนมาล่า พิธีเริ่มต้นตั้งแต่บ่ายโมงจนมืดค่ำ ชาวบ้านจะเอาแมวตัวเมียใส่ชะลอมเข่งหรือตะกร้า เอาฝาปิดให้แน่น เอาไม้คานสอดเข้าแล้วหาบไป มีคนแห่แวดล้อมนางแมวคนหนึ่งถือพานนำหน้าร้องเชิญให้ทุกคนมาร่วมพิธีขอฝน นอกนั้นก็มีเครื่องดนตรีประกอบเพลง เช่น กลอง กรับ ฉิ่ง เมื่อเคลื่อนขบวนออกเดิน ต่างก็ร้องบทแห่นางแมว ซึ่งมีข้อความคล้ายกันหรือเพี้ยนแตกต่างกันบ้าง แห่ไปตามละแวกบ้านจนทั่วแล้วก็กลับ เมื่อแห่ไปถึงบ้านใคร เจ้าบ้านจะเอาภาชนะตักนํ้าสาดลงไปในชะลอมเข่งหรือตะกร้าที่ขังแมว เจ้าของบ้านจะให้รางวัลแก่พวกแห่นางแมว เป็นเหล้า ข้าว ไข่กับขนมหรือเป็นเงินใส่พาน ทำเช่นนี้เรื่อยไป บางคนนึกสนุกก็มาร่วมร้องรำตามขบวนไป จนกว่าจะเย็นคํ่าและเลิกขบวนไปในที่สุด เนื่องจากทำพิธีช่วงอากาศร้อนสุด ฝนจึงตกลงมาในวันนั้น ทำให้พิธีดูขลังมากขึ้น

พิธีแห่นางแมวขอฝน ดูจะเป็นความเชื่อที่ไร้เหตุผล เพราะสภาพความแห้งแล้งนั้นเป็นเพราะสภาพของธรรมชาติที่มีฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว เปลี่ยนหมุนเวียนไปทุก ๔ เดือน แต่การทำพิธีแห่นางแมวทำขึ้นเพื่อความสนุกในสังคมท่ามกลางธรรมชาติที่แห้งแล้ง การที่ออกมาร่วมขบวนร้องเพลง เล่นดนตรีพื้นบ้านก็ทำให้เกิดความบันเทิงพอที่จะลืมสภาพเดือดร้อน ถ้าฝนไม่ตก นาไร่จะแห้งแล้ง ผู้คนจะอดอยากอาจจะยากจนถึงกับต้องขายลูกหลานสัตว์เลี้ยงไป แต่ถ้าฝนตกสามารถทำนาได้ ชีวิตก็จะมีความสุขสดชื่นไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์พืช มีการฉลองยกใหญ่

ปัจจุบันพิธีแห่นางแมวขอฝน มีปรากฏจริงในบางพื้นที่ เพราะปัจจุบันมีการกักเก็บนํ้าไว้ใช้ในการทำนาโดยไม่ต้องพึ่งธรรมชาติ มีการสร้างฝนเทียมขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดความแห้งแล้ง ในสังคมอุตสาหกรรมและสังคมเกษตรกรรม ในปัจจุบันพิธีแห่นางแมวขอฝนอาจจะเลือนหายไปจากชีวิตจริง เหลือขบวนแห่นางแมวขอฝนไว้ในขบวนที่เป็นการสาธิตในขบวนแห่ทางด้านวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น สังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเลือนหายไป พิธีแห่นางแมวขอฝนก็จะเลือนหายตามไปด้วย

เนื้อเพลงแห่นางแมวขอฝน มีทั้งความสนุกสนานบันเทิง ความเศร้าใจที่ต้องอดอยาก ความดีใจเมื่อจะมีฝน มีชีวิตที่เจริญงอกงาม และการสอดแทรกบทร้องที่เป็นเรื่องเพศเข้ามาบ้าง นั่นคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตที่อุดมต่อไป ด้วยเหตุที่มีฝนตกลงมานั้นเอง ดังตัวอย่างบทร้องเพลงแห่นางแมวขอฝนที่เก็บข้อมูลจากอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๖

may64 (1) may64 (2)

 

นางแมวเอย                มาร้องแป้วแป้ว            ที่ฟากข้างโน้น

               ขอฟ้าขอฝน                         รดแมวข้ามั่ง               ค่าจ้างแมวมา

               ได้เบี้ยยี่สิบ                          มาซื้อหมากดิบ             มาล่อนางไม้

               นางไม้ภูมิใจ                         นุ่งผ้าตะเข็บทอง           ไอ้หุนตีกลอง

               ไอ้ฮักปักกะตู                        ไอ้งูพันกัน                  หัวล้านชนกัน

               ฝนก็เทลงมา                         ฝนก็เทลงมา               เต็มทุ่งเต็มท่า

               เต็มนาสองห้อง                      นิมนต์พระมา              สวดคาถาปลาช่อน

 ปั้นเมฆเสียก่อน                     มีละครสามวัน             หัวล้านชนกัน

               ฝนก็เทลงมา                         ฝนก็เทลงมา

                           แม่หม้ายเอย               อย่าเพิ่งขายลูก            ข้าวจะถูก

              ลูกไม้จะแพง                         ทำตาแดงแดง              รอบไร่รอบนา

              นิมนต์ขรัวตา                        สวดคาถาปลาช่อน        ปั้นเมฆเสียก่อน

              มีละครสามวัน                       หัวล้านชนกัน              ฝนก็เทลงมา

              ฝนก็เทลงมา                         ฝนตกเจ็ดห่า               ฟ้าผ่ายายชี

              ทำได้ทำดี                            ปีละร้อยเกวียน            ปีละร้อยเกวียน

 เนื้อเพลงแห่นางแมว มีต่างสำนวนกันไปแต่ละท้องถิ่น แต่ก็คล้ายคลึงกัน คือ มีหาร้องซํ้าไปซํ้ามาในภาคเหนือและภาคอีสาน พบเพลงขอฝนในบทเซิ้งขอฝน และมีร้องเพลงแห่นางแมวในบางท้องถิ่น ดังตัวอย่างบทเซิ้งนางแมวขอฝน

 เซิ้งอันนี้เผิ่นว่า เซิ้งนางแมว ย่างเป็นแถวกะนางแมวออกก่อน

 ไปตามบ่อนกะตามซอกตามซอย ไปบ่ถอยกะขอฝนขอฟ้า

 เฮาคอยถ้าให้ฝนเทลงมา ตามประสาแมวโพงแมวเป้า

 แมวดำกินปลาย่าง แมวด่างกินปลาแห้ง

 ฝนฟ้าแล้ง กะขอฟ้าขอฝน

 ขอนํ้ามนต์กะรดหัวแมวบ้าง

 (ชาวบ้านก็สาดนํ้าลงใส่)

 เทลงมากะฝนเทลงมา ท่วมไฮ่ท่วมนา

 ท่วมฮูปลาไหล ท่วมไม้โสงเสง

 หัวล้านชนกันฝนเทลงมา

 บทร้องเพลงแห่นางแมวที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นบทร้องง่าย ๆ ดังบทร้องพื้นบ้านทั่วไปที่ใช้คำน้อยมีวรรคละ ๓ – ๔ คำ และคล้องจองต่อเนื่องกันไป วิธีการร้องจะร้องซํ้าไปซํ้ามา อาศัยการลงเสียงเมื่อจบหาร้องและกระแทกเสียงให้มีลีลาเข้ากับท่ารำในลักษณะของรำโทนประกอบการแห่นางแมว เนื้อหาของบทร้องเพลงแห่นางแมว แสดงถึงคุณค่าของฝน ที่เมื่อตกลงมานํ้าท่าจะบริบูรณ์ เริ่มต้นการเพาะปลูกได้จะเริ่มต้นขอฝนกับเทวดานางฟ้าหรือนางไม้ โดยมีวิธีการเซ่นไหว้บูชาด้วยของที่ชอบใจ และมีการแสดงที่เทวดานางฟ้านางไม้ชอบใจ เป็นการขอเคล็ดและเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเพศ อันเป็นต้นเหตุของการเกิดมีการนิมนต์พระมาสวดคาถาปลาค่อ (อีสาน) ซึ่งบูชาเทวดาฟ้าดิน ให้มีนํ้าท่า ปลาอุดม มีการปั้นเมฆปั้นดินเหนียว เป็นเทวดา นางฟ้า ดั่งมีชีวิต มีละครฉลองสามวัน ถ้าฝนฟ้าตกลงมา ก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ยากจนเหมือนเดิม ขอร้องให้แม่ม่ายในสังคม ซึ่งเป็นบุคคลยากไร้ ไม่มีสามีเลี้ยงดู อย่าเพิ่งด่วนทำการใด ๆเช่น ขายลูก หรือลงทุนอื่นใด ถ้ามีนาแห้งแล้งนัก ขอให้รอก่อน รอฝนตก ทำไร่ ทำนาได้ผล ก็จะพาให้หายลำบากยากจน มี คือ อิทธิพลของฝนในสังคมเกษตรกรรม ตามที่ปรากฏในเนื้อหาของหาเพลงแห่นางแมว

 เพลงแห่นางแมว ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). วรรณกรรมพื้นบ้าน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.