Print

มรดกภูมิปัญญานำพา “สายฝน” : พิธีกรรมขอฝน

มรดกภูมิปัญญานำพา “สายฝน” : พิธีกรรมขอฝน

พิธีกรรมขอฝน เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฝนตก เพื่อประโยชน์ในการเกษตรกรรม จัดเป็นพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารและเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจของชาวนาชาวไร่ ซึ่งพิธีกรรมขอฝนนั้นมีทั้งพิธีกรรมขอฝนที่เป็นพิธีหลวง ได้แก่ พระราชพิธีพิรุณศาสตร์และพิธีกรรมขอฝนของชาวบ้านในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย

may64 (9) may64 (10)

 

พระราชพิธีพิรุณศาสตร์

 พระราชพิธี “พิรุณศาสตร์” สมัยโบราณเรียก “พรุณศาสตร์” เป็นพิธีพราหมณ์ปฏิบัติขอฝนบำรุงแผ่นดิน เป็นการขจัดภัยแล้งเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร อาณาประชาราษฎร์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีมาแต่สมัยสุโขทัย

สมัยรัตนโกสินทร์กำหนดเป็นพระราชพิธีจร มิได้จัดเป็นการประจำทุกปี มีการจัดมาแล้วหลายครั้งจะประกอบเฉพาะเมื่อบ้านเมืองเกิดฝนแล้งหรือมีทุพภิกขภัย ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑–๓ การพระราชพิธีคงเป็นพิธีพราหมณ์เช่นที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ

 รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทรงเพิ่มพิธีสงฆ์เพื่อความสวัสดิมงคลด้วยและถือปฏิบัติในรัชกาลที่ ๕ ตลอดรัชกาล โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ทรงเล่ารายละเอียดถึงมูลเหตุที่มีมาของพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ไว้อย่างกว้างขวาง เมื่อสิ้นรัชกาลแล้วปรากฏว่าในรัชกาลต่อมา ทั้งรัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๘ ไม่ได้มีการจัดพระราชพิธีนี้เลยตราบรัชกาลปัจจุบัน

 พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ในรัชกาลที่ ๙ ปรากฏว่าได้จัดขึ้นครั้งเดียว เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ ณ วัดศีลขันธาราม อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีอนุโลมตามพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ครั้งรัชกาลที่ ๕

 ในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปที่เนื่องในการพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ คือ พระคันธารราษฎร์เรียกเป็นสามัญว่า พระขอฝน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญในหลายรัชกาล อัญเชิญมาจากหอราชพงศานุสรวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ได้แก่ พระคันธารราษฎร์ รัชกาลที่ ๑ พระคันธารราษฎร์ รัชกาลที่ ๖ พระคันธารราษฎร์จีน พระอุปคุตหรือพระบัวเข็ม พระชัยนวโลหะ รัชกาลที่ ๔ และพระชัยนวโลหะ รัชกาลที่ ๕ หน้าอุโบสถ สร้างปะรำสำหรับพราหมณ์ประกอบพิธี ขุดสระนํ้า กว้าง ๙ ศอกยาว ๙ ศอก ลึก ๔ ศอก กลางสระตั้งบุษบกปิดทองประดิษฐานเจว็ดรูปพระอินทร์ ตกแต่งสระที่มุมทั้ง ๔ด้วยราชวัตร ฉัตร ธง ต้นกล้วย ต้นอ้อย ขอบสระตั้งโต๊ะประดิษฐานรูปท้าวจตุโลกบาล ๔ ทิศ ในสระปล่อยสัตว์นํ้า ประกอบด้วย กุ้ง ปู ปลาหมอ ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน กบ เต่า และตะพาบนํ้า

 เริ่มพิธีด้วยหัวหน้าพราหมณ์ประกอบพิธีบูชาถวายเครื่องกระยาบวชและผลไม้แด่เทพเจ้าที่เชิญมาในพระราชพิธี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่อุโบสถ ทรงพระสุหร่ายสรงพระพุทธรูป ทรงคล้องพวงมาลัยถวายพระพุทธรูป ทรงโปรยดอกมะลิทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ธูป เทียนกำลังวัน และเทียนหน้าพระคันธารราษฎร์จีน ทรงคม (ไหว้)แล้วจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศบูชาพระพุทธรูปและพระประธานในอุโบสถ ทรงกราบอธิษฐาน ประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์ถวายศีล หัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ พระสงฆ์จุดเทียนชัยและเจริญคาถาจุดเทียนชัย พระสงฆ์ ๒๒ รูป เจริญพระพุทธมนต์แล้วสวดคาถาพิรุณศาสตร์ ต่อด้วยคาถาพระพุทธมนต์ จบแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ๒๒ รูป พระสวดภาณวาร ๔ รูป และพระราชสังวราภิมณฑ์(โต๊ะ อินทสุวัณโณ) วัดประดู่ฉิมพลี นั่งเจริญภาวนาขอฝน ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาถวายอดิเรก จบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จ ฯ ไปทรงจุดเทียนกำลังวันที่ติดรอบขันพระสาครหน้าตู้เทียนชัย แล้วเสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการทรงลาพระสงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าอาสนสงฆ์ พระสวดภาณวาร ทรงคมพระราชสังวราภิมณฑ์เจริญภาวนาขอฝนต่อไป

 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินออกจากอุโบสถไปยังมณฑลพิธีพราหมณ์หน้าอุโบสถ ทรงพระสุหร่ายสรงเทวรูป ทรงโปรยดอกมะลิ ทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ธูปเทียนกำลังวัน บูชาเทวรูปและทรงจุดธูปเทียนเครื่องสักการะท้ายที่นั่ง ทรงกราบอธิษฐาน พราหมณ์ทำพิธีร่ายพระเวทขอฝน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จ ฯ ไปยังสระนํ้า ทรงพระสุหร่ายพระอินทร์และท้าวจตุโลกบาล ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระอินทร์และทรงจุดเทียนกำลังวัน ทรงโปรยข้าวตอกให้สัตว์นํ้า ขณะเดียวกันพราหมณ์ประกอบพิธีบูชาพระเป็นเจ้าที่หน้าศาลพระอินทร์ โหรหลวงบูชาท้าวจตุโลกบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงประทับพลับพลาทอดพระเนตร ขบวนแห่นางแมว ๓ รอบ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระสงฆ์ดับเทียนชัย

 จากนั้นจึงนำ กุ้ง ปู ปลา กบ เต่า ตะพาบ ฯลฯ ที่อยู่ในสระไปปล่อยลงแม่นํ้า พร้อมเชิญนํ้าที่ทรงหลั่งทักษิโณทกและนํ้าในขันพระสาครเทลงไปด้วย เป็นเสร็จพิธี

 นับแต่พุทธศักราช ๒๕๒๓ ถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏได้มีการจัดพระราชพิธีนี้ นอกจากมีการอัญเชิญพระคันธารราษฎร์ ซึ่งเรียกว่า “พระพุทธรูปขอฝน” ออกประดิษฐานในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทุกครั้งตลอดมา

 พิธีกรรมขอฝนของชาวบ้านมีพบอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อเกิดแล้งจัด ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่วนใหญ่มักกระทำในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างพิธีกรรมขอฝนของชาวบ้าน จำนวน ๔ เรื่อง ได้แก่ พิธีแห่พระเจ้าฝนแสนห่า แห่มอม การแข่งเรือพญานาคเมืองน่านและแห่นางแมวมากล่าวไว้พอสังเขปดังนี้

 แห่พระเจ้าฝนแสนห่า

 พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระเจ้าฝนพระเจ้าแสนแซ่ พระเจ้าฝนแสนทอง (วัดป่าตึง) เป็นคำเรียกพระพุทธรูปของล้านนา ที่มาจากปรัมปราคตินิทาน เชื่อว่าพระเจ้าฝนแสนห่า มาจากพระฤๅษีได้เนรมิตให้ฝนตกลงมาโปรดมนุษย์และได้บันทึกลงในธรรม และมีเรื่องเล่าถึงพระพุทธรูปที่หายไป บางตำนานสะท้อนว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองเป็นของเก่าแก่ ได้แก่ พญาเม็งราย เริ่มสร้างเมืองก็สร้างพระพุทธรูปเก้าองค์ การหล่อพระฝนแสนห่ามีเกจิอาจารย์หรือมหาเถระ ผู้อาวุโสเมืองเหนือเรียกว่า “ครูบา” จำนวน ๑๐๘ รูป เขียนคาถาต่าง ๆ ลงในแผ่นทองหรือแท่งทองทุก ๆ แผ่น หรือแท่งก่อนจะหลอมเทลงเบ้าแม่พิมพ์ เวลาเททองลง พระเกจิทุกรูปก็จะสวดพระคาถาขอฝนและสวดไปจนกว่าพิธีเททองนั้นจะเสร็จสิ้น

 การแห่พระเจ้าฝนแสนห่าทางภาคเหนือของประเทศไทย เชื่อว่าปฏิบัติมานานกว่า ๕๐๐ ปีแล้ว ปัจจุบันในจังหวัดเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาพระเจ้าฝนแสนห่า ๒ ประเพณี คือ แห่ในวันสงกรานต์ และอีกวาระหนึ่งเมื่อถึงวันเดือนปีที่จะมีพิธีแห่พระพุทธรูปสำคัญ หรือพิธีบูชาเสาอินทขิล ทางเทศบาลนครเชียงใหม่จะทำหนังสือขออนุญาตอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่ามาร่วมพิธีดังกล่าวทุกครั้ง

 แห่มอม

 “มอม” เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีลักษณะเป็นสัตว์ผสมระหว่างสิงโตกับลิง มอมเป็นพาหนะของท้าวปัชชุนนเทวบุตรซึ่งเป็นเทพแห่งเมฆและฝน บางความเชื่อเล่าว่า มอมมีกำลังมหาศาลจึงลืมตัว ชอบแสดงอำนาจจึงกลับสู่สวรรค์ไม่ได้ เทพปัชชุนนะจึงสั่งให้เฝ้าพุทธสถาน เพื่อจะได้ฟังธรรมจนกว่าจะละความทะนงตนจึงจะได้กลับคืนไปเป็นเทพพาหนะ ในปัจจุบันไม่มีประเพณีการแห่มอมเพื่อขอฝนแล้ว แต่เดิมเชื่อว่าบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลนำความร่มเย็นเป็นสุข ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อก่อนชาวล้านนาจะสร้างมอมไม้ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่เอาไว้แห่เพื่อขอฝน นอกจากนี้บางแห่งชาวบ้านได้มาบนบานมอม เพื่อขอพึ่งพิงเรื่องต่าง ๆ เพิ่มขึ้นนอกจากเรื่องความอุดมสมบูรณ์ให้ฝนตกต้องฤดูกาล โดยบนบาน

เรื่องการทำมาหากินที่เปลี่ยนไป และขอเรื่องตำแหน่งการงาน ในปัจจุบันมอมไม้ที่เอาไว้แห่ ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว ที่ยังเหลืออยู่จะเป็นมอมปูนปั้น หมอบอยู่แถวบันไดโบสถ์ วิหาร ตามวัด และผู้คนก็ไม่ค่อยรู้จัก

การแข่งเรือพญานาคเมืองน่าน

 เมืองน่านเป็นเมืองโบราณที่ปรากฏชื่อตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๘๒๐ ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงยุคสุโขทัย นอกจากนั้นยังมีอีกชื่อว่า “นาเคนทรนคร” ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งพญานาค ที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับผู้ตั้งเมืองคือ “ขุนนุ่น” และ “ขุนฟอง” ราชบุตรบุญธรรมของพระญาภูคาที่ถือกำเนิดมาจากไข่พญานาค นอกจากนั้นชื่อเมืองตามระบบภูมิทักษายังตรงกับ “นาคนาม” ด้วยเหตุนี้ จึงพบรูปพญานาคอยู่ทั่วไปในศาสนสถาน รวมถึงสิ่งที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คน นั่นคือ “เรือ” ในอดีต

คนเมืองน่านใช้เรือเป็นพาหนะสำคัญในการเดินทาง ถึงกับมีการตรากฎหมายที่ว่าด้วยเรือเอาไว้อย่างละเอียดดังปรากฏใน “อาณาจักรหลักคำ” กฎหมายโบราณของเมืองน่านว่า ถ้าผู้ใดขโมยเรือของผู้อื่นไป หากถูกจับได้จะต้องเสียค่าปรับ ๑๑๐ นํ้าผ่า (มาตราเงินสมัยโบราณ) แต่ถ้าเรือที่ขโมยไปเกิดความเสียหายก็ให้จ่ายค่าเสียหายตามราคาจริงของเรือและถูกปรับอีก ๑๑๐ นํ้าผ่า ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เรือจริง ๆ ก็ให้เช่าหรือยืมจากเจ้าของให้ถูกต้องเสียก่อน ในกฎหมายยังบัญญัติอีกว่า ถ้าหากเรือของผู้ใดหลุดไหลไปตามนํ้า ถ้ามีผู้เก็บได้จะต้องให้รางวัลแก่ผู้นั้นตามระยะทางที่เรือไหลไป เช่น ถ้าเรือไหลจากท่าเวียงไปถึงเมืองสาให้จ่าย ๕๐ ธ็อก (มาตราเงินสมัยโบราณ) ถ้าผู้เก็บได้หมายจะครอบครองไว้เสียเอง ถ้ารู้ภายหลังก็จะต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของเรือ ๒๒๐ นํ้าผ่า แต่ถ้าเจ้าของเรือไปเอาโดยพลการโดยไม่แจ้งผู้เก็บได้เสียก่อน เจ้าของเรือก็ต้องเสียค่าปรับให้แก่ผู้เก็บได้ ๕๒ นํ้าผ่า จะเห็นได้ว่าอาณาจักรหลักคำได้ให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎรอย่างเสมอหน้า

 จากการที่ชาวน่านใช้เรือเป็นหลัก จึงก่อให้เกิดประเพณีแข่งเรือที่สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาไม่ตํ่ากว่า ๒๐๐ ปี ดังปรากฏหลักฐานเป็นเรือขุดโบราณที่พบในเมืองน่าน เช่น เรือเสือเฒ่าท่าล้อ ที่ขุดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๙ ปัจจุบันก็มีอายุถึง ๑๙๗ ปี และที่สำคัญเรือเหล่านั้นต่างมีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ การประดับส่วนหัวเรือเป็นรูปพญานาคทั้งสิ้น ดังนั้น เรือจึงมิใช่เป็นเพียงพาหนะเพื่อการคมนาคมเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ผ่านประเพณีแข่งเรือ ชาวน่านเชื่อกันว่าเมื่อใด

ที่มีการแข่งเรือที่เป็นรูปพญานาคนี้แล้วจะทำให้เกิดฝนตก เพราะเปรียบเสมือนการนำนาคลงเล่นนํ้าจึงเปรียบเสมือนการ “ขอฝน”

 การแข่งเรือของเมืองน่านเท่าที่มีการสืบพบ จะจัดขึ้นหลังจากออกพรรษา พร้อมประเพณีตานก๋วยสลาก (ถวายทานสลากภัต) ที่ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านจัดเตรียมของไปร่วมประเพณีตานก๋วยสลากและเกิดการแข่งขันพานเรือ เพื่อความสามัคคีและสนุกสนาน ต่อมาภายหลังทางราชการจึงเริ่มมีการจัดการแข่งขันเป็นการเฉพาะกิจ หลังจากที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ ได้โปรดให้มีการแข่งขันเรือขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ เพื่อต้อนรับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เมื่อคราวเสด็จมาตรวจราชการที่เมืองน่าน หลังจากนั้นข้าหลวงและข้าราชการที่มาประจำที่เมืองน่าน ก็ได้ส่งเสริมประเพณีแข่งเรือของเมืองน่านมาโดยลำดับ ซึ่งการจัดให้มีการแข่งเรือประเพณีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและเป็นประเพณีสืบต่อกันมาทุกปี เริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ในสมัยของพระยาวรวิชัยวุฒิกร (เลื่อนสนธิรัตน์) ปลัดมณฑลประจำจังหวัดน่าน ได้ริเริ่มให้มีการทอดกฐินสามัคคีของจังหวัดน่านขึ้นอย่างเป็นทางการต่อมาประเพณีแข่งเรือจึงค่อยพัฒนาเป็นลำดับ ดังเช่น พ.ศ. ๒๔๗๙ พระเกษตรสรรพกิจ (นุ่น วรรณโกมล) ข้าหลวงประจำจังหวัดน่าน ได้จัดให้มีกฎกติกาการแข่งขันเรือขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นกติกาง่าย ๆ เช่น มีจุดปล่อยและเส้นชัย ส่วนรางวัลก็มีธง (ช่อ) ปักหัวเรือ มอบให้เรือที่ได้รับรางวัลที่ ๑ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ นายมานิต บุรณพรรค ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้จัดให้องค์การดุริยางค์นาฏศิลป์ กรมศิลปากร มาถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเพื่อเป็นหลักฐานทางด้านมนุษยชาติวัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน

 หลังจากนั้นการแข่งเรือเมืองน่าน ได้ไปสัมพันธ์กับการทอด “กฐินหลวง” เมื่อหลวงอนุมัติราชกิจ(อั๋น อนุมัติราชกิจ) ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ขอพระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานนำไปทอด ณ วัดพระธาตุช้างคํ้าวรวิหาร การแข่งเรือประเพณีในปีนั้น จึงเป็นการแข่งเรือกฐินพระราชทานตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๐๓ และมีพัฒนาการในการจัดการแข่งขันต่อมา ดังในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ พันโทนายแพทย์อุดม เพชรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กำหนดให้มีการแข่งเรือประเพณีนัดเปิดสนามในงานประเพณีทานสลากภัตของ

วัดพระธาตุช้างคํ้าวรวิหาร ตรงกับวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ ประมาณเดือนกันยายน และให้มีการแข่งเรือประเพณีนัดปิดสนามในงานทอดกฐินพระราชทาน ซึ่งกำหนดในวันเสาร์ - อาทิตย์ หลังออกพรรษาประมาณ ๑ - ๒ สัปดาห์ อยู่ในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน จึงถือเป็นข้อปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน

 การแข่งเรือพญานาคเมืองน่านยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้น เมื่อนายชัยวัฒน์ หุตะเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลประเภทเรือใหญ่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นรางวัลให้กับเรือแข่งที่ชนะเลิศ ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ เรือขุนน่าน บ้านศรีบุญเรือง อำเภอภูเพียงได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลเป็นปีแรก ต่อจากนั้นมาจึงมีการทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และปีที่สร้างความปิติยินดีแก่ชาวน่านคือ ปี พ.ศ.๒๕๒๗ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานในพิธีปิดการแข่งขันเรือประเพณีจังหวัดน่าน และได้พระราชทานถ้วยรางวัลให้แก่เรือแข่งที่ชนะเลิศในการแข่งขันนับแต่นั้นมาการแข่งเรือเมืองน่านก็ได้รับความสนพระทัยจากพระบรมวงศานุวงษ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้มีการจัดการพายเรือพญานาคนี้ให้แก่พระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศได้ร่วมชื่นชม

 แห่นางแมว

 ประเพณีแห่นางแมวเป็นพิธีอ้อนวอนขอฝนของพวกชาวบ้านที่มีมาช้านาน ซึ่งเป็นพิธีกรรมของชาวไทยชนบททั่วไป ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะจัดทำขึ้นในปีที่ท้องถิ่นแห้งแล้งผิดปกติ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล อันจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน กล่าวคือ ในสังคมของไทยเรานั้นส่วนใหญ่แล้วประชาชนจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก การประกอบอาชีพทางเกษตรในสมัยก่อน ต้องพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้น ปัจจัยของความสมบูรณ์จึงมีความเกี่ยวข้องกับฝนเป็นหลัก ตามความเชื่อดั้งเดิม “ฝน” เป็นสิ่งที่เบื้องบนประทานลงมา ถ้าปีไหนฝนดีข้าวกล้าในนาก็เจริญงอกงาม หากปีใดฝนแล้งหรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าในนาก็จะเสียหายไม่มีนํ้าจะทำนา อาจถึงกับทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงได้ และชาวนาส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการพึ่งพิงอำนาจที่เหนือธรรมชาติว่าปีใดฝนเกิดแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวนาทั้งหลายก็จะไม่สามารถทำนาได้ เนื่องจากไม่มีนํ้า ชาวนาไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะช่วยได้ จึงพึ่งพาสิ่งเหนือธรรมชาติต่าง ๆ จึงทำให้เกิดพิธีกรรมที่เรียกว่า “การแห่นางแมว” ซึ่งเป็นความเชื่อว่า หากกระทำเช่นนั้นแล้วจะช่วยให้ฝนตกได้ภายใน๓ วัน หรือ ๗ วัน การแห่นางแมวจึงเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตราบจนทุกวันนี้ อีกทั้งพิธีแห่นางแมวไม่ได้บ่งบอกถึงเพียงความเชื่อของคนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในหมู่บ้านให้แนบแน่นยิ่งขึ้นได้ โดยกลุ่มคนที่มีอาชีพเกษตรกรรมได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดความสร้างสรรค์สามัคคี สามารถทำให้ชุมชนชาวนามีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้นด้วย

 สิ่งสำคัญที่ใช้ในพิธีแห่นางแมว ๑) กะทอหรือเข่งหรือกระบุง ที่มีฝาปิดข้างบน ๑ อัน ๒) แมวสีสวาดหรือสีดำ ตัวเมีย ๑ - ๓ ตัว (เหตุที่ใช้แมวสีดำ เพราะให้เป็นสีดำเหมือนก้อนเมฆเมื่อฝนตก) ๓) เทียน ๕ คู่

๔) ดอกไม้ ๕ คู่ และ ๕) ไม้สำหรับสอดกะทอให้คนหาม ๑ หรือ ๒ อัน

 ประเพณีแห่นางแมวจะต้องใช้คนประมาณ ๑๕ - ๒๐ คน เมื่อจะแห่นางแมวเพื่อขอฝน ชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้นํ้าในการเกษตรกรรม ทั้งคนแก่ คนหนุ่ม และเด็กทั้งผู้ชายและผู้หญิงปรึกษาหารือกันจัดคนที่จะเป็นผู้นำร้องเพลงหรือกล่าวเซิ้ง เพื่อให้ผู้ไปแห่ทั้งหมดเป็นผู้ว่าตาม ส่วนใหญ่จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน

 ขบวนแห่นางแมว ประกอบด้วย คานหามแมว คือนำกะทอ เข่ง กระบุง หรือตะกร้าใบหนึ่งมาตกแต่งให้สวยงาม แล้วผู้เฒ่าที่รู้ประเพณีจะหานางแมว (แมวตัวเมียสีดำหรือแมวไทยพันธุ์สีสวาด ซึ่งคนไทยโบราณเรียกแมวมาเลศ) โดยคัดเลือกตัวที่มีรูปร่างปราดเปรียว สวยงาม ๑ - ๓ ตัว ใส่ในกะทอ ก่อนที่จะนำนางแมวเข้ากะทอหรือกระบุง คนที่เป็นผู้อาวุโสที่สุดจะพูดกับนางแมวว่า “นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน ให้ตกลงมาด้วยนะ” พอหย่อนนางแมวลงกะทอแล้วใช้เชือกผูกปิดปากะทอไม่ให้แมวออกได้ และใช้ไม้คานสอดกะทอ

ให้คนหามหัวท้าย ๒ คน ตั้งคายด้วยขันธ์ห้า เป่าสัก เคเทวดา เพื่อให้เทวดาบันดาลให้ฝนตก

 พอได้เวลา (บางที่ทำเมื่อเวลาพลบคํ่า ผู้คนกำลังอยู่บ้าน บางที่อาจจะแห่ไปเรื่อย ๆ จากเช้าจนถึงคํ่า)ก็เริ่มขบวนแห่ โดยหามกะทอแมวออกข้างหน้า แล้วตามด้วยคนหาบข้าวปลาอาหารที่ชาวบ้านให้เป็นรางวัลมา ถัดจากขบวนหาบเป็นขบวนนักรำ ขบวนไอ้ขิกซึ่งจะมีการเอาไอ้ขิกไล่ทิ่มชาวบ้านที่ยืนดูขบวน เป็นการหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานและขบวนนักร้องกลองยาว มีคนร้องเพลงหรือว่าคำเซิ้ง และผู้แห่ว่าตามเป็นท่อน ๆ ไป โดยมีกลองยาวนำขบวน ในขบวนก็จะมีการตีเกราะเคาะไม้เพื่อให้เกิดจังหวะ ร้องรำทำเพลงที่สนุกสนานเฮฮาตามไปด้วย พร้อมกับร้องเพลงแห่นางแมวหรือว่าคำเซิ้ง พร้อมมีเหล้ายาอาหารอย่างพอเพียง ผู้หญิงที่เข้าร่วมในพิธีแห่จะผัดหน้าขาว ทัดดอกไม้สดดอกโต ๆ แห่ขบวนไปตามหมู่บ้านทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านนั้น ๆเมื่อแห่ไปถึงบ้านไหนเจ้าของบ้านก็ต้องออกมาต้อนรับอย่างเต็มที่ และจะเอากระบวยตักนํ้าสาดหรือรดที่ตัวแมวให้เปียก (ประเพณีบางบ้านก็สาดใส่ขบวนเฉย ๆ โดยไม่สาดให้ถูกแมว เพราะเกรงว่าแมวจะตาย)ทำให้แมวร้องและสาดใส่ขบวนเซิ้งด้วย พร้อมทั้งให้รางวัลแก่พวกแห่ เช่น เหล้า ข้าวสาร ปลาย่าง ปลาเค็ม

ไข่ต้ม สิ่งของ สตางค์บ้าง และของกินอื่น ๆ ตามมีตามเกิด ปลาย่างนั้นสำหรับให้แมวกิน แล้วเคลื่อนต่อไปเรื่อย ๆ จนหมดเขตหมู่บ้าน ก็นำของนั้นมาเลี้ยงกัน ของที่กินไม่ได้ เช่น ข้าวสาร หอม กระเทียม ก็นำไปถวายพระที่วัด สตางค์ก็นำไปซื้อของ เช่น ถ้วยชาม ถ้าแห่แล้วฝนยังไม่ตก ก็ต้องแห่ซํ้าในวันรุ่งขึ้นและวันต่อ ๆ ไปจนกว่าฝนจะตก เชื่อกันว่า ถ้าแห่นางแมวแล้วฝนจะตกภายใน ๓ วัน หรือ ๗ วัน

 นอกเหนือจากพิธีกรรมขอฝนของชาวบ้านดังกล่าวข้างต้น ยังปรากฏว่ามีพิธีขอฝนของชาวบ้านที่เห็นกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ การแห่ช้างปัจจัยนาเคนทร์ เป็นพิธีที่จัดขึ้นเนื่องจากจุดบั้งไฟแล้วฝนก็ยังไม่ตก แห่นางแมวแล้วฝนก็ยังไม่ตก เป็นงานที่จัดขึ้นในระดับตำบลหรืออำเภอ เพราะมีผู้มาร่วมงานอย่างล้นหลาม แต่ก็ไม่ได้จัดบ่อยนัก ช้างปัจจัยนาเคนทร์ ซึ่งเป็นช้างคู่บารมีของพระเวสสันดร ช้างปัจจัยนาเคนทร์อยู่ที่ใดที่นั่นก็จะอุดมสมบูรณ์ จึงมีแต่คนอยากได้ ซึ่งพระองค์ทรงบำเพ็ญทานหรือทานบารมี โดยให้ช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่บ้านเมืองอื่น เพราะบ้านเมืองที่แห้งแล้งฝนไม่ตกจะได้ชุ่มชื่น เรื่องราวของช้างปัจจัยนาเคนทร์ที่นำความอุดมสมบูรณ์มาให้ จึงได้มีการจัดพิธีแห่ช้างปัจจัยนาเคนทร์ขึ้น มีการจำลองเหตุการณ์ที่เหมือนจริงตามเรื่อง มีการนำไม้ไผ่ ผ้า กระดาษสีต่าง ๆ มาทำเป็นช้างตัวใหญ่มหึมาสวยงาม มีการแห่จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งและขับร้องกลอนลำเป็นเรื่องราวระหว่างทาง ตลอดขบวนแห่ก็มีการสาดนํ้า ฟ้อนรำ สนุกสนานกันทั่วหน้า ไม่นานฝนที่ทำท่ามืดครึ้มก็ตกลงมาให้เย็นชุ่มฉํ่ากัน

may64 (11) may64 (12)

 

การจุดบั้งไฟขอฝนจากพญาแถนที่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเชื่อว่าเป็นเทพที่ทำให้เกิดฝนตก จึงจัดพิธีจุดบั้งไฟบูชาพญาแถน ซึ่งมีปรากฏให้เห็นในวรรณกรรมและตำนานพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าฝนยังไม่ตกก็จะมีการแห่นางแมวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการสนุกสนานไปในตัว

 กล่าวโดยสรุปได้ว่า พิธีกรรมขอฝนของคนไทย ถือเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีมานานคู่กับสังคมไทยที่เป็นสังคมเกษตรกรรม จำเป็นที่จะต้องใช้นํ้าในการอุปโภค บริโภค ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ในงานด้านการเกษตรด้วยเหตุที่ฟ้าฝนชลประทานไม่ตกต้องตามฤดูกาล คนไทยจึงอยู่นิ่งดูดายไม่ได้ เพื่อความอยู่รอดจึงต้องหาวิธีอะไรสักอย่างที่จะทำให้ฝนตกลงมา ในปัจจุบันมีความเชื่อเรื่องการขอฝนยังมีอยู่โดยทั่วไป ปีใดที่ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะชักชวนกันทำพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ ควบคู่กับ การทำฝนหลวง ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้ฝนตกเพื่อการทำเกษตรกรรมของคนไทย

 พิธีกรรมขอฝน ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.