Print

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในช่วงเทศกาล “สงกรานต์” : ตำนานสงกรานต์

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในช่วงเทศกาล “สงกรานต์” : ตำนานสงกรานต์

คนไทยทุกภาคในประเทศไทยล้วนมีประเพณีสงกรานต์ที่สืบทอดกันมา บ้างถือว่าเป็นปีใหม่ บ้างถือเพียงเป็นประเพณีสาดน้ำ พระยาอนุมานราชธน กล่าวถึงความหมายของสงกรานต์ไว้ใน เทศกาลสงกรานต์ ว่า

สงกรานต์เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่าผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไป ซึ่งในที่นี้หมายถึง พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักรราศีใดราศีหนึ่งก็เรียกว่าสกรานต์ จักรราศีคือวงกลม
เป็นรูปไข่ในท้องฟ้า ซึ่งสมมติเป็นทางที่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวพระเคราะห์โคจรผ่านเข้าไป โคจรแปลว่าทางไปของโค แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่างัว แต่หมายถึงพระอาทิตย์ และใช้ได้ตลอดถึงพระจันทร์และดาวพระเคราะห์ด้วย จักรราศีนั้นแบ่งตามขวางออกเป็น ๑๒ ส่วนเท่ากัน หรือ ๑๒ ราศี ซึ่งแต่ละราศีก็มีกลุ่มดาวอยู่ในนั้น เป็นเฉพาะของราศีหนึ่ง ๆ (เดี๋ยวนี้เคลื่อนที่ไปแล้ว) เหตุนี้ราศี
จะแปลว่ากลุ่มดาวก็ได้ ... กลุ่มดาวที่อยู่ในราศีหนึ่ง ๆ มีดวงดาวในกลุ่มหลายดวงเรียงรายกันเป็นรูปต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน และเขาสมมติรูปของกลุ่มดาวเหล่านี้ เช่น เป็นกลุ่มดาวแพะ กลุ่มดาวงัวและอื่น ๆ เป็นต้น จนครบ ๑๒ ราศี พระอาทิตย์เมื่อโคจรเข้าไปในราศีใด และกว่าจะผ่านพ้นราศีนั้นไปสู่อีกราศีหนึ่ง ก็เป็นเวลาเดือนหนึ่ง เมื่อผ่านไปครบ ๑๒ ราศี ก็เป็นเวลาได้ปีหนึ่งโดยประมาณ์

          ในหมู่ชนชาติไทนอกประเทศไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ก็ล้วนมีประเพณีสงกรานต์แทบทั้งสิ้น ทั้งนี้อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น คนไทใหญ่ในรัฐฉานเรียก ปอยสางแจน หรือปอยสางแก่น คนไกใต้คงและคนไทสือในสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน เรียก ปอยซ้อนน้ำ หรือ ปอยสาดน้ำ เป็นต้น

 

ส่วนตำนานเกี่ยวกับสงกรานต์ก็มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไป เช่น ตำนานสงกรานต์ ตำนานมหาสงกรานต์พระมหาสงกรานต์ชาดก อานิสงส์มหาสงกรานต์ (ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคอีสาน) ตำนานปีใหม่เมือง (ภาคเหนือ) นับเป็นตำนานเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทย

หลักฐานลายลักษณ์ที่เก่าที่สุดที่บันทึกตำนานสงกรานต์ คือ จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จำนวน ๗ แผ่น ติดอยู่บนผนังในศาลาเฉลียงด้านทิศเหนือ เป็น ๑ ใน ๔ ศาลาเฉลียงรอบทิศใหญ่ทั้งสี่ทิศของพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ใกล้กับจารึกรามัญหุงข้าวทิพย์ จารึกเหล่านี้นำมาติดในศาลาเฉลียงเมื่อคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าจารึกดังกล่าวมิได้มีติดอยู่ในตำแหน่งเดิม สันนิษฐานว่าคงสูญหายไปในคราวบูรณะพระอารามวัดพระเชตุพน ฯ เมื่อหลายสิบปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ตำนานสงกรานต์น่าจะแพร่หลายมาแต่ครั้งอยุธยา โดยได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องการทายปัญหาระหว่างพรหม ๒ องค์ และอีกฝ่ายรู้คำตอบได้จากนกมาจากนิทานของพราหมณ์ที่เล่าต่อ ๆ
กันมา โดยสมัยอยุธยามีบันทึกเรื่องเล่าเช่นนี้ คือรูปแบบการถามปัญหาเรื่องสิริที่มีเดิมพันถึงชีวิตที่เรียกว่า
“ปกรณัม” ซึ่งมีที่มาจากนิทานอินเดียและนิทานเปอร์เซีย ปกรณัมที่เกี่ยวข้องกับตำนานนี้คือ ปักษีปกรณัม ทั้งนี้ ปัญหาที่ว่าด้วยเรื่องสิริมงคลของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่แพร่หลายรู้กันทั่วไปในสมัยอยุธยาแล้ว และคนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นรับรู้กันค่อนข้างแพร่หลาย ดังจะเห็นได้จากงานประพันธ์ของสุนทรภู่ใน “สวัสดิรักษาคำกลอน”

ตำนานสงกรานต์นี้ใช้อธิบายความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์ของไทย มีหลากหลายสำนวนตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น แต่มิได้เป็นตำนานที่อธิบายที่มาของประเพณีเถลิงศกหรือขึ้นปีใหม่ของไทย
ในสมัยโบราณ เพราะเนื่องจากเดิมคนไทย-ไท ถือเอาเดือนอ้ายเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ และมีพิธีเดือนห้า เป็นเดือนของบุญสงกรานต์ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้กำหนดให้วันที่ ๑ เมษายนของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ และจึงได้รวมเอาปีใหม่และสงกรานต์มาผนวกกันนับแต่นั้น จึงเกิดความคลาดเคลื่อนว่าตำนานสงกรานต์เป็นตำนานที่อธิบายการขึ้นปีใหม่ด้วย

          เนื้อความของตำนานสงกรานต์ตามจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งกล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งรวยทรัพย์แต่ไม่มีบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปียังไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงเวลาที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐีจึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์ประทานเทพบุตรองค์หนึ่งนาม “ธรรมบาล” ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย

ต่อมาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหมได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสียท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่าตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา ๗ วัน ธรรมบาลกุมารพยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ ๖ ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล คิดว่าจะขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี ๒ ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่าพรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้า ก่อนเข้านอนธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้

ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกันแล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับแล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ หรือทุงษเทวี ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลีในเขาไกรลาศ จากนั้นมาทุก ๆ ปี ธิดาของ
ท้าวกบิลพรหมทั้ง ๗ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้

๑. นางสงกรานต์ทุงษเทวี ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิมมีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือครุฑ

๒. นางสงกรานต์โคราคเทวี โคราคเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีบมีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)

           ๓. นางสงกรานต์รากษสเทวี รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)

           ๔. นางสงกรานต์มัณฑาเทวี มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปามีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวา
ถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือคัสพะ (ลา)

sk (9) sk (8)

 

         ๕. นางสงกรานต์กิริณีเทวี กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา (ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือคชสาร (ช้าง)

 

          ๖. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทัดดอกจงกลนีมีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)

 

        ๗. นางสงกรานต์มโหทรเทวี มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)

 

          ด้วยความแพร่หลายของตำนานสงกรานต์ และความเป็นพุทธศาสนิกชนของคนไทยที่นิยมทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล จึงเกิดการนำตำนานสงกรานต์ไปสร้างสรรค์เป็นนิทานชาดก เรียกว่า พระมหาสงกรานต์ชาดก สำหรับให้พระภิกษุใช้เทศน์ในวันมหาสงกรานต์ในเทศกาลสงกรานต์ โดยกำหนดให้นกอินทรีผู้เป็นสามีเป็นพระโพธิสัตว์ นอกจากนี้ ยังพบว่าในบางท้องถิ่นใช้เรียกว่า เทศนาอานิสงส์
พระมหาสงกรานต์ แต่อย่างไรก็ตาม อานิสงส์พระมหาสงกรานต์ ในบางสำนวนก็มิได้กล่าวถึงเรื่องธรรมบาลกุมารและกบิลพรหม หากแต่กล่าวถึงพระพุทธพจน์ เป็นเหตุการณ์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับความร้อนของพระอาทิตย์ที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นภัยแก่มนุษย์ และวิธีการที่มนุษย์จะพ้นจากภัยอันเกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์ ตลอดจนทูลถามถึงอานิสงส์ของการรดน้ำบิดามารดาครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ พระพุทธรูป พระเจดีย์และต้นโพธิ์ รวมถึงยังมีการเล่าตำนานการปล่อยนกปล่อยปลาแทรกไว้ในเรื่องด้วย นอกจากนี้ ตำนานสงกรานต์ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำปฏิทินสงกรานต์ประจำปีทั้งในของภาคกลางและปฏิทินล้านนา โดยอ้างอิงถึงนางสงกรานต์ประจำปีนั้น ๆ ด้วย และผูกโยงกับคำพยากรณ์ดวงชะตาของบ้านเมืองในแต่ละปี

 

ปัจจุบันมีการนำตำนานสงกรานต์ไปใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์อย่างแพร่หลาย ทั้งการแสดงประกอบแสงสีเสียง การใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบและตกแต่งขบวนรถ
บุปผชาติในงานเทศกาลสงกรานต์ ตลอดจนการจัดการประกวดนางสงกรานต์ แสดงให้เห็นถึงความรับรู้และความแพร่หลายของตำนานสงกรานต์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตราบจนปัจจุบัน

 

ตำนานสงกรานต์ ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๘

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). วรรณกรรมพื้นบ้าน.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล.

 

กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๔). ประเพณีสงกรานต์. กรุงเทพ ฯ : กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.