Print

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในช่วงเทศกาล “สงกรานต์” : ประเพณีแห่นางดาน

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในช่วงเทศกาล “สงกรานต์” : ประเพณีแห่นางดาน

        นครศรีธรรมราชเคยเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ มีวัฒนธรรมของศาสนาพราหมณ์เผยแผ่อยู่อย่างเป็นหลักเป็นฐานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ โดยมีชื่อเดิมว่า “ตามพรลิงค์” รุ่งเรืองจนกลายเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์สู่บ้านเมืองอื่นในคาบสมุทรไทย ครั้นในเวลาต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในอาณาจักรนี้ ศาสนาพราหมณ์ก็ปรับตัวเข้ากับพระพุทธศาสนา เป็นเหตุให้ประเพณีและพิธีกรรมตามความเชื่อของพราหมณ์ผสมผสานกับพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาสืบมาถึงปัจจุบัน

                        ประเพณีแห่นางดาน” เป็นส่วนหนึ่งของ “พิธีตรียัมปวาย” ซึ่งเป็นพิธีการต้อนรับพระอิศวร เทพสูงสุดหนึ่งในสามเทพของศาสนาพราหมณ์ พราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชที่นับถือพระอิศวรเป็นเจ้า (ลัทธิไศวนิกาย) เชื่อว่าพระอิศวรจะเสด็จมาเยี่ยมโลกมนุษย์ในช่วงเดือนบุษยมาส (เดือนยี่) ทุกปี ทุกครั้งที่พระอิศวรผู้เป็นเจ้าเสด็จมา ก็จะประทานพรให้มนุษย์อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข บันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพันธุ์ธัญญาหารฝนตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าบริบูรณ์ ในการเสด็จพระอิศวรจะเสด็จลงมาทางเสาชิงช้า ดังนั้น ทุกปีจึงได้จัดพิธีโล้ชิงช้าให้เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีตรียัมปวาย

          ก่อนถึงเวลาที่พระอิศวรเสด็จมาถึงนั้น ก็จะเตรียมการจัดขบวนแห่เทพชั้นรองสี่องค์ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระธรณี และพระคงคา มารอรับเสด็จพระอิศวร เทพชั้นรองทั้งสี่องค์นี้ทำเป็นภาพวาดหรือแกะสลัก
ลงบนแผ่นไม้กระดาน ขนาดกว้างหนึ่งศอก สูงสี่ศอก รวม ๓ แผ่น คือ พระอาทิตย์และพระจันทร์แผ่นหนึ่งพระธรณีแผ่นหนึ่ง และพระคงคาอีกแผ่นหนึ่ง (ชาวนครเรียกไม้แผ่นกระดานที่วาดหรือแกะสลักนี้ว่า
“นางดาน” หรือ “นางกระดาน”) จากนั้นจะร่วมกันทำพิธีแห่อัญเชิญเทพบนแผ่นไม้กระดานไปยังเสาชิงช้า ซึ่งอยู่ในบริเวณหอพระอิศวร แล้วอัญเชิญประดิษฐานไว้ในหลุมหน้า “โรงชมรม” เพื่อรอรับเสด็จพระอิศวร เรียกประเพณีว่า “ประเพณีตรียัมปวาย”

          ขณะที่ศาสนาพราหมณ์กำลังมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตผู้คนบนคาบสมุทรไทยในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒   พระพุทธศาสนาได้แผ่เข้ามา จึงทำให้กระแสความศรัทธาก็เริ่มลดลง โดยเฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๖  พุทธศาสนามหายานซึ่งมีศูนย์กลางที่เกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย ตลอดจนที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ความศรัทธานี้ได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างทั่วคาบสมุทรไทย โดยมีกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัยทรงสนับสนุน เหตุนี้จึงทำให้กระแสความศรัทธาต่อศาสนาพราหมณ์ลดลงไปอย่างมาก ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ก็ได้แผ่ขยายจากลังกาทวีปเข้ามาเป็นระลอกใหม่ ทำให้บดบังอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ลงไปอีก เหลืออยู่เพียงคติความเชื่อและพิธีกรรมบางอย่างเท่านั้น และส่วนที่เหลือนี้ส่วนใหญ่ได้ผสมกลืนกลายเป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าพราหมณ์จะมีจำนวนลดลง แต่พราหมณ์เมืองนครก็ยังปฏิบัติประเพณีตรียัมปวายสืบทอดต่อกันมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎรและรัฐบาลในสมัยนั้นจึงให้ยุติประเพณีตรียัมปวายและพิธีโล้ชิงช้าเสียใน พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นต้นมา จากเหตุการณ์และคำสั่งดังกล่าว พราหมณ์ในนครศรีธรรมราชได้ลดและปรับเปลี่ยนให้เหลือไว้เฉพาะ“การแห่นางดาน” เพียงอย่างเดียว จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๐๕ ประเพณีนี้ได้สิ้นสุดลง เนื่องจากไม่มีศาสนิกชนในศาสนาพราหมณ์มาประกอบประเพณี อีกทั้งทางราชการได้รื้อถอนหอพระอิศวรและเสาชิงช้า ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมากออกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ประเพณีตรียัมปวายจึงยังคงเหลืออยู่เฉพาะในความทรงจำของชาวนครในสมัยโบราณ ก่อนจะมารื้อฟื้นขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ และจัดงานนี้สืบมาตราบจนปัจจุบัน


sk (1) sk (2)

(ซ้าย) โบราณสถานหอพระอิศวรและเสาชิงช้า และ (ขวา) โบราณสถานฐานพระสยม 

(ที่มาของภาพ : ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร)

คำว่า “ตรียัมปวาย” (บางแห่งเขียนว่า ตรียัมพวาย และตรียำพวาย) เป็นคำมาจากภาษาทมิฬว่า“ติรุเวมปาไว” (Tiruvempavai) ส่วนคำ “ตรีปวาย” มาจากภาษาทมิฬว่า “ติรุปปาไว” (Tiruppavai) เป็นชื่อพิธีของพราหมณ์ฝ่ายใต้ในประเทศอินเดียเพื่อรับพระอิศวร เรียกอีกชื่อว่า “พิธีโล้ชิงช้า” ตามประวัติกล่าวกันว่าแต่เดิมมาในประเทศอินเดียมีพราหมณ์อยู่หลายฝ่าย แยกเป็นพราหมณ์ฝ่ายเหนือ (ปัญจโคทะ) และพราหมณ์ฝ่ายใต้ (ปัญจทราวิท) พราหมณ์ในนครศรีธรรมราชเป็นฝ่ายใต้ ซึ่งเป็นชาวทมิฬเดินทางเข้ามาเมืองนครศรีธรรมราชโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์ให้กว้างขวางขึ้น พราหมณ์ทมิฬพวกนี้เป็นพวกที่นำพิธีตรียัมปวาย (ตรีปวาย) เข้ามาปฏิบัติเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒

           “ตรียัมปวาย” ถือเป็นประเพณีหรืองานนักขัตฤกษ์ปีใหม่ของพราหมณ์ โดยจัดระหว่างวันขึ้น ๗ ค่ำเดือนอ้าย ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย รวม ๑๐ วัน (ต่อมาเลื่อนเป็นเดือนยี่) ถือเป็นช่วงที่พระอิศวรเสด็จลงมาเยี่ยมโลก พราหมณ์นิกายนี้จึงจัดให้มีพิธีต้อนรับและบูชาพระอิศวร เรียกว่า “ประเพณีตรียัมปวาย” และเมื่อพระอิศวรเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ในวันแรม ๑ ค่ำ ก็จะถึงช่วงเวลาที่พระนารายณ์เสด็จยังโลกมนุษย์ คือ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ จนถึงวันแรม ๕ ค่ำ เดือนอ้าย (รวม ๕ วัน) พราหมณ์ก็จัดให้มีพิธีบูชาที่เรียกว่า “ประเพณีตรีปวาย” ด้วยเหตุนี้ พิธีตรียัมปวายและตรีปวายในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงจัดเป็นพิธีต่อเนื่องกันสองพิธี รวมเรียกว่า “ประเพณีตรียัมปวาย ตรีปวาย” ใช้เวลาจัดงานรวมทั้งสิ้น ๑๕ วัน

           ประเพณีตรียัมปวายและตรีปวายที่นครศรีธรรมราช พราหมณ์กระทำพิธีต่อกันเช่นเดียวกัน พิธีแรกจะเริ่มด้วยพิธีอัญเชิญเทพเจ้าเสด็จลงมาเรียกว่า “พิธีเปิดประตูศิวาลัยไกรลาส” พิธีที่สอง พราหมณ์นาลิวันจะประกอบ “พิธีโล้ชิงช้า” ถวายแด่พระอิศวร โดยระหว่างนั้นมีการอ่านโศลกสรรเสริญ พร้อมทั้งมีการถวายข้าวตอกดอกไม้ผลไม้ต่าง ๆ การถวายข้าวตอกดอกไม้ผลไม้สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อที่ว่า ประเพณีทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กล่าวคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่กระทำกันในเดือน ๖ อันเป็นฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก พิธีนี้จึงจัดขึ้นเพื่อสวดอ้อนวอนเทพเจ้า ขอให้บันดาลให้การเพาะปลูกได้ผลดีส่วนประเพณีตรีปวายที่จัดขึ้นในเดือนยี่ ซึ่งผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวมาแล้ว จัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้าที่บันดาลให้การเพาะปลูกได้ผลดี

           “เสาชิงช้า” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดประเพณีตรียัมปวาย มีลักษณะเป็นเสาสูง ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ตะเคี่ยม ไม้สัก หรือไม้เคียม เป็นต้น ทำเป็นเสาคู่ ปลายเสาสอบเอนเข้าหากัน ความสูงไม่จำกัดไว้ตายตัว ดังเช่น เสาชิงช้าที่กรุงเทพ ฯ เดิมสูง ๔๐ ศอก ปลายเสาสอบเข้าหากันกว้าง ๘ ศอก ปลายเสาผูกเชือกไว้สองเส้น เพื่อแขวนกระดานแผ่นหนึ่งซึ่งยาว ๔ ศอก กว้าง ๒ ศอก เพื่อให้พราหมณ์ (หรือ “นาลิวัน”) จำนวน๔ คน ขึ้นไปนั่งและโล้ชิงช้า เรียกว่า “พิธีโล้ชิงช้า” โดยเสาชิงช้าเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ (บางแห่งกล่าวว่าเป็นภูเขามันทรา) ส่วนเชือกที่ห้อยแขวนกระดานสำหรับโล้เป็นเสมือนพญานาค (ซึ่งมีชื่อว่า วาสุกิ หรือวาสุกรี)ซึ่งการโล้ชิงช้าที่เสาดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของการทดสอบความแข็งแรงของพื้นโลกว่ามั่นคงเพียงใด ในการโล้ชิงช้าแต่ละคราวจะโล้สามลา (สามครั้ง) เรียกว่า “โล้สามกระดาน” เมื่อครบแล้วจึงจะเสร็จพิธีโล้ชิงช้า หากการโล้ครั้งนั้นเสาชิงช้าไม่หักหรือโค่นล้ม ก็ถือว่าพื้นโลกยังแข็งแรง ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ก็ยังตั้งถิ่นฐานและทำมาหากินได้ตามปกติต่อไปอีกปีหนึ่ง

           พิธีโล้ชิงช้านี้เป็นการแสดงตำนานเกี่ยวกับพระอิศวรตอนหนึ่งว่า เมื่อพระพรหมสร้างโลกแล้วก็ขอให้พระอิศวรไปรักษา พระอิศวรทรงห่วงใยว่าโลกดูไม่น่าแข็งแรง จึงทอดพระบาทลงมาเพียงข้างเดียว แล้วให้พญานาคมาโล้ยื้อยุดระหว่างเขาสองฝั่งมหาสมุทร ปรากฏว่าแผ่นดินโลกแข็งแรงดีอยู่ พญานาคทั้งหลายก็โสมนัสยินดีลงเล่นน้ำในขันสาครและเฉลิมฉลองกันเป็นการใหญ่ เสาชิงช้าทั้งคู่คือขุนเขาทั้งสองฝั่งมหาสมุทรและขันสาครก็คือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ซึ่งพญานาคพากันมาเล่นน้ำรำเสน่งสาดน้ำกัน นาลิวันซึ่งสวมหัวนาค(ก็หมายถึงพญานาค) เป็นพิธีที่มีความหมายทางการเมืองว่าแผ่นดินนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคง มีความสามัคคีไม่มีการแตกแยก

           ในการเสด็จเยี่ยมโลกของพระอิศวรแต่ละปี ได้กำหนดให้มีเทพชั้นรองมาร่วมในพิธี ประหนึ่งมารอรับเสด็จ เทพชั้นรอง ประกอบด้วยพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระธรณี และพระคงคา เทพทั้งหมดนี้เป็นภาพวาดหรือภาพแกะสลักบนแผ่นไม้ พราหมณ์ในนครศรีธรรมราช จึงเรียกว่า “นางกระดาน” (หรือนางดาน)


sk (3) sk (4)

(ซ้าย) แผ่นนางกระดาน (นางดาน) ในพิธีโล้ชิงช้า

 (ขวา) แผ่นนางกระดาน (นางดาน) ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒

 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

 ๑) นางกระดาน แผ่นที่ ๑ นามว่าพระอาทิตย์พระจันทร์

           พระอาทิตย์ ตำนานนพเคราะห์กล่าวว่า เทพองค์นี้พระอิศวรทรงสร้างขึ้นด้วยการเอาราชสีห์ ๖ ตัว มาป่นเป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีแดง ประพรมด้วยน้ำอมฤต ไม่ช้าจึงเกิดเป็นเทพบุตรร่างน้อยขึ้น มีนามว่า “พระอาทิตย์” หรือ “พระสุริยา” มีผิวกายสีแดง รัศมีกายเรืองโรจน์ ตัวเสื้อทรงสีเหลืองอ่อน มีสี่กร กรที่หนึ่งใช้ห้ามอุปัทวันตราย กรที่สองไว้ประทานพร และอีกสองกรถือดอกบัว พระอาทิตย์เป็นเทพผู้สร้างกลางวัน เป็นผู้ให้แสงสว่างและความร้อนแก่โลกมนุษย์และดาวพระเคราะห์อื่น ๆ ด้วยการชักรถม้าเคลื่อนไปในจักรวาลไม่มีวันหยุด กำลังแสงของพระอาทิตย์มีพลังดูดน้ำได้ถึง ๑,๐๐๐ ส่วน ดูดฝน ๔๐๐ ส่วน ดูดหิมะ ๓๐๐ ส่วน ดูดลม ๓๐๐ ส่วน ให้พลังงานแก่สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งดินฟ้าอากาศเป็นฤดูกาล ถือเป็นเทพ “ผู้สร้างทิวา” ซึ่งมีคุณูปการต่อการอยู่รอดของมนุษย์ สัตว์และพืช

           พระจันทร์ ตำนานนพเคราะห์กล่าวว่า เทพองค์นี้พระอิศวรทรงสร้างขึ้นจากนางฟ้า ๑๕ นาง โดยร่ายพระเวทให้นางฟ้าทั้ง ๑๕ นาง กลายเป็นผงละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าสีนวล ประพรมด้วยน้ำอมฤต ไม่ช้าจึงเกิดเป็นเทพบุตรขึ้นชื่อ มีนามว่า “พระจันทร์” ผิวกายเป็นสีนวล ร่างเล็กสะโอดสะอง ประทับในวิมานสีแก้วมุกดา ทรงม้าสีขาวดอกมะลิเป็นพาหนะ มีชายาถึง ๒๗ องค์ เป็นเทพผู้สร้างกลางคืน เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และงดงามอ่อนละมุน เพราะการเป็นผู้สร้างกลางคืนนี่เอง จึงมีสมญาว่า “รัชนีกร” หรือ “ผู้สร้างราตรี” ถือเป็นเทพผู้อำนวยให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้พักผ่อนและผสมพันธุ์สืบมาจนปัจจุบัน

           ๒) นางกระดาน แผ่นที่ ๒ นามว่าพระธรณี

           ตำนานนพเคราะห์กล่าวว่า เทพองค์นี้มีหน้าที่รองรับน้ำหนักของสรรพสิ่งและพยุงสิ่งทั้งหลายที่พระอิศวรทรงสร้างไว้ในจักรวาลให้ดำรงอยู่ เป็นเสมือนพ่อแม่ของเทพทั้งหลาย เป็นผู้รับและสั่งสมสิ่งดีมีค่า อาหารและความมั่นคง ยอมสละแม้เกียรติและอำนาจ จึงได้ชื่อว่า “วสุธา” หรือพื้นดิน มีผิวกายสีขาวนวล พระเกศายาวเหยียดตรงเป็นโมฬี สามารถอุ้มซับอุทกธาราหรือสายน้ำไว้มหาศาล เป็นเทพผู้เก็บสะสมคุณความดียิ่งทั้งปวงและรักษาความมีคุณธรรม เป็นหูเป็นตาแทนผู้อื่นได้ ดังสำนวนที่ว่า “ใครไม่รู้ แต่เทวดาฟ้าดินรู้”

           ๓) นางกระดาน แผ่นที่ ๓ นามว่าพระคงคา

           ตำนานนพเคราะห์กล่าวว่า เทพองค์นี้เป็นธิดาองค์แรกของพระหิมวัตกับนางเมนา พระสวามีของพระคงคา คือ พระอิศวร ดังนั้น พระคงคากับพระอุมานอกจากจะร่วมพระชนกชนนีกันแล้ว ยังมีสวามีองค์เดียวกันด้วย มีผิวกายสีม่วงแกมน้ำตาล

          เทพองค์นี้แต่เดิมอยู่บนสวรรค์ เพิ่งจะลงมาสู่โลกมนุษย์ในครั้งที่ท้าวภคีรถสำเร็จการพิธีอัญเชิญให้ลงมาชำระอัฐิโอรสท้าวสัคระที่ถูกพระกบิลบันดาลด้วยฤทธิ์เป็นเพลิงไหม้ตาย จึงจำเป็นจะต้องใช้น้ำจากพระคงคาบนสวรรค์มาชำระอัฐิ จึงจะหมดบาปไปบังเกิดในสวรรค์ได้อีก พระคงคาจึงบันดาลน้ำให้ไหลไปทางสระวินทุแยกออกเป็นเจ็ดสาย ไหลไปทางตะวันออกสามสาย กลายเป็นแม่น้ำลินี ทลาทินี และปปาพนี และไหลไปทางตะวันตก กลายเป็นแม่น้ำอีกสามสาย คือ แม่น้ำจักษุ สีดา และสินธุ ส่วนอีกสายหนึ่งไหลตามรอยรถท้าวภคีรถ เรียกกันว่า “พระคงคามหานที” แม่น้ำสายนี้นับเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ใช้ล้างบาปได้ ไหลผ่านที่ใดผู้คนก็ชำระล้างบาปที่นั่น ความสกปรกของบาปได้ตกตะกอน ทำให้กลายเป็นสันดอนสมบูรณ์พูนพอก มีพืชพรรณงามงอกขึ้นตามฝั่งน้ำ ส่วนในลำวารีก็เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำทั้งหลาย พระคงคาจึงเป็นเทพผู้อำนวยความชุ่มฉ่ำสมบูรณ์ให้แก่สรรพสิ่งในมนุษยโลกยืนชีพมาตราบปัจจุบัน

           ในเมืองนครศรีธรรมราชสมัยก่อนนั้น เมื่อเวลาจะอัญเชิญนางดานประดิษฐานบนเสลี่ยงกระดานละเสลี่ยง ก็จะจัดขบวนหามแห่กันมาในเวลาพลบค่ำที่ฐานพระสยม (ตลาดท่าชีปัจจุบัน) นำขบวนด้วยเครื่องดนตรีประโคม (ปี่นอก กลองแขก และฆ้อง) มีเครื่องสูง (ฉัตร พัดโบก บังแทรก และบังสูรย์) โดยมีพระราชครูปลัดหลวงเดินนำหน้าเสลี่ยงละคน มีพราหมณ์ถือสังข์เดินตาม และปิดท้ายขบวนด้วยนางอัปสรและผู้ถือโคมบัว เมื่อแห่ถึงหอพระอิศวรแล้วก็หามเสลี่ยงนางดานเวียนรอบเสาชิงช้าสามรอบ จากนั้นจึงทำพิธีอัญเชิญเทพนางกระดานทั้งสามลงหลุมในมณฑลพิธีราชวัตรฉัตรธง (หรือโรงชมรม) เพื่อรอเวลาที่พระอิศวรเสด็จลงมา

           อนึ่ง เสาชิงช้านอกจากจะสร้างเพื่อใช้ประกอบในประเพณีตรียัมปวายในเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ยังมีเสาชิงช้าอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ อยู่บ้าง เช่น กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และเพชรบุรี แต่ที่สองจังหวัดหลังได้ผุพังไปจนหมดสิ้นแล้ว ที่กรุงเทพมหานครสร้างเสาชิงช้าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ ส่วนที่นครศรีธรรมราชสร้างเมื่อพ.ศ. ใดไม่ทราบชัด แต่ได้สร้างขึ้นมาทดแทนเสาเดิมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ภายหลังฟื้นฟูโบราณสถานหอพระอิศวรเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ทั้งนี้ ในอดีตจังหวัดนครศรีธรรมราชเคยมีความพยายามในการรื้อฟื้นประเพณีแห่นางดานขึ้นใหม่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๔๔ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราชร่วมกับกลุ่มนักวิชาการท้องถิ่นและเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ร่วมแรงร่วมใจกันรื้อฟื้นประเพณีแห่นางดาน ขึ้นมาอีกครั้ง โดยผนวกเข้ากับเทศกาลมหาสงกรานต์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากเห็นว่าช่วงดังกล่าวเป็นช่วงปีใหม่ของไทยแต่โบราณ ส่วนพิธีแห่งนางดานหรือพิธีตรียัมปวาย ตรีปวาย ก็เป็นพิธีในช่วงปีใหม่ตามคติความเชื่อของฝ่ายพราหมณ์ จึงนำมารวมกัน และได้กำหนดจัดแสดงสาธิตพิธีแห่นางดานในวันที่ ๑๔ - ๑๕ เมษายนของทุกปี โดยในวันงานช่วงเช้าประมาณ ๐๗.๐๐ น. เป็นพิธีบวงสรวงพระอิศวร ณ ฐานพระสยม บริเวณตลาดท่าชี ช่วงค่ำประมาณ ๑๘.๐๐ น. มีการตั้งขบวนพิธีอัญเชิญนางดานจากฐานพระสยมไปที่สวนศรีธรรมาโศกราช แล้วทำพิธีประดิษฐานในหลุมหน้าเสาชิงช้า จากนั้นเป็นการแสดงแสงเสียง จำลองการโล้ชิงช้าการรำเสน่งและเรื่องราวตำนานพิธีแห่นางดาน รวมทั้งเทพเจ้าที่เกี่ยวข้อง


sk (5) sk (6)

ประเพณีแห่นางดานและพิธีโล้ชิงช้าของเมืองนครศรีธรรมราช

 (ที่มาของภาพ : เทศบาลนครนครศรีธรรมราช)

ทั้งนี้ การจัดงานประเพณีแห่นางดานในแต่ละปี เทศบาลนครนครศรีธรรมราชใช้กลไกการมีส่วนร่วม   ของชุมชนในมิติทางวัฒนธรรม ที่สร้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นในฐานะที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ต้องเป็นกำลังหลักในการร่วมพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีเศรษฐกิจที่มั่นคง มีการธำรงรักษาสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบไป

        ปัจจุบันนี้ในประเทศไทย มีพิธีแห่นางดานและโล้ชิงช้าเหลือเพียงที่นครศรีธรรมราชแห่งเดียว โดยเป็นงานประเพณีที่ผู้คนเมืองนี้ภาคภูมิใจและได้รับการสนับสนุนให้เป็นกิจกรรมสำคัญในปฏิทินการท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกกิจกรรมหนึ่ง ในฐานะที่เป็นประเพณีดั้งเดิมที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานแต่ครั้งบรรพกาล การที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราชร่วมกันรื้อฟื้นประเพณีดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเผยแพร่ประเพณีแห่นางดานให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยกันธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่ง     

ประเพณีแห่นางดาน ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒

 เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๒). มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒.

          กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช. (๒๕๖๑). แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญา

ทางวัฒนธรรม (แบบ มภ. ๒). เอกสารอัดสำเนา.